ผลกระทบโลกร้อน
ในปัจจุบันประเทศไทย ภาคพลังงาน เป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 43% ภาคขนส่งอีก 27% คิดเป็นสัดส่วนรวมกว่า 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ และ 99.95% ของยานพาหนะทั้งหมดในประเทศเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งเป็นที่มาของปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 เมื่อเร็วๆ นี้ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เปิดงานนิทรรศการ “พลังงานสะอาดขับเคลื่อนสังคม” ที่ห้างสรรพสินค้า สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมี คุณเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย คุณสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และ ดร.พูลพัฒน์ สีสมบัติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธาน งานนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่งของโลกและประเทศไทย จากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่จะมีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ผ่านวิสัยทัศน์และการแสดงความคิดเห็นด้านการเปลี่ยนผ่านพ
ผลวิจัยชี้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์จากเดิมที่ราว 3 มิลลิเมตรต่อปี เป็น 3 เท่า หรือราว 10 มิลลิเมตรต่อปีภายในปี 2643 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ทั้งนี้ คาดระดับน้ำทะเลรวมจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 26 นิ้ว หรือ 66 เซนติเมตร ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะสร้างปัญหาอย่างมีนัยสำคัญให้กับเมืองที่อยู่ริมฝั่งทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกส่งผลกระทบใน 2 ประเด็น ประการแรกคือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น และขยายตัวออกไปไกลกว่าเดิม จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ของการขยายตัวของน้ำอุ่นในทะเล ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลกราว 7 เซนติเมตร ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากดาวเทียมทำให้เห็นการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลกที่รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์
เป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับประเทศไทย เมื่อ“นักวิจัย” ของไทย โดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หันมาให้ความสนใจข้อมูลทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อภาคการเกษตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเกษตรกร เพราะไม่ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพียงด้านเดียว แต่นั่นหมายถึง ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เกษรตรกรมีโอกาสทราบได้จาก สกว.อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดการรับมือ และ ปรับตัวได้ทันนั่นเอง ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทของระบบเกษตรที่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” (Robust Agriculture System to Climate Change) โดยคุณศุภกร ชินวรรโณ ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.พนมศักดิ์ พรหมบุรมย์ ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (ศวพก.) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลจากนักวิจัยทั่วประเทศและมาสังเคราะห์ข้อมูลให้เราได้ทราบกัน โดยทั้ง 2 ท่านได้เปิดเผยข้อมูลทางการวิจัยที่เป็นประโยชน์ โดยใช้หัวข้อดังกล่าวนั้นมีความหมายและ
