ผสมเกสร
“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กันดู สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง “ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กไนเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที่
แค็กตัส หรือ กระบองเพชร นับเป็นพรรณไม้ที่ใครหลายคนให้ความสนใจด้วยขนาดไซซ์ที่ไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการเพาะเลี้ยงในพื้นที่จำกัด ผนวกกับสายพันธุ์ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย พร้อมด้วยโทนสีสวยงามตอบโจทย์ความชื่นชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลจนได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงไม้ประดับขนาดเล็กมาตราบถึงปัจจุบัน “41Cactus By Tiwa” ถือเป็นฟาร์มปลูกแค็กตัสคุณภาพอีกแห่งหนึ่ง โดยฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดชุมพร มีจุดเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบส่วนตัว หันมาศึกษา เพาะเลี้ยง และสะสมสายพันธุ์แค็กตัส จนสามารถพัฒนามาสู่การเป็นเจ้าของฟาร์ม อีกทั้งยังได้รับเสียงการันตีไว้วางใจจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงแค็กตัสด้วยกันถึงคุณภาพและความสมบูรณ์ของต้นพันธุ์ รวมถึงการติดตามให้คำแนะนำเทคนิคในการเพาะเลี้ยงแก่ลูกค้าอยู่เสมอ คุณทิวา เชื่อมกลาง (คุณแอม) เกษตรกรเพาะเลี้ยงแค็กตัส อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 41/26 หมู่ที่ 7 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เล่าว่า “ก่อนที่จะมายึดอาชีพเกษตรกรเพาะเลี้ยงแค็กตัสได้ประกอบอาชีพค้าขาย จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดจำพวกเสื้อผ้า กิ๊ฟต์ช็อปทั่วไปไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้มากนัก แต่ก็ได้มีโอกา
แค็กตัส หรือ กระบองเพชรที่เรารู้จัก เลี้ยงดีๆ ก็มีรายได้ ยุคที่คนส่วนใหญ่เริ่มหันมามองหาต้นไม้ ซื้อเก็บไว้ เริ่มจากความหลงรัก จนกลายเป็นอาชีพ อย่าง พิยะมนตรี ยอดหาญ พ่อบ้านยุคใหม่ หันมาปลูกและค้าขายกระบองเพชร คุณพิยะมนตรี ยอดหาญ หรือ คุณโอ๋ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 56/2 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหม จังหวัดกรุงเทพมหานคร จากคนรักต้นไม้ จนกลายเป็นอาชีพ หันมาซื้อกระบองเพชร เพื่อสะสมความสวยงามของต้นกระบองเพชร เลี้ยงไปเรื่อยๆ ดูแลอย่างดี ลองผิดลองถูก จนสามารถเพาะพันธุ์ด้วยตนเองได้ คุณโอ๋ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ก่อนที่จะมาขายกระบองเพชรนั้น เริ่มจากการทำงานโรงงาน ทำงานบริษัท และได้ลองธุรกิจส่วนตัวมาหลายๆ อย่าง เป็นพ่อค้าขายของจตุจักร จนมาถึงวันหนึ่ง เกิดไปเห็นเพื่อนเลี้ยงกระบองเพชร หรือ Cactus (แค็กตัส) ที่เรารู้จักกัน เลยเริ่มศึกษา เริ่มจากซื้อต้นละ 10 บาท 20 บาท มาลองเลี้ยงดูก่อน พอเลี้ยงไปได้สักพัก เกิดความชอบ เลยลองหาศึกษาว่า มีสายพันธุ์อะไรบ้างที่จะประดับความรู้ของเราไปเรื่อยๆ หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ราคาที่ซื้อก็เริ่มที่จะแพงขึ้นๆ ตามลักษณะสายพันธุ์ ความโดดเด่นของเขา” คุณโอ๋ ยังบอกถึงการลุงทนครั้งแรกว่า เริ่
มาเลี้ยงผึ้งโพรงกันเถอะ เลี้ยงง่าย รังเลี้ยงแบบไหนก็ใช้ได้ ต้นทุนไม่กี่บาท แต่สิ่งแวดล้อมต้องเหมาะสมตามธรรมชาติ คุณวุฒิชัย นาซ้าย หรือที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า ลุงถนอม อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 8 บ้านฝั่งตื้น ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า ตนเองประกอบอาชีพทำนาและทำสวนลำไย ประมาณปี 2535 ได้มีผึ้งโพรงเข้ามาอาศัยในโพรงไม้ที่เก็บไว้ในบริเวณบ้าน จำนวน 1 รัง จึงเกิดแนวคิดว่า บ้านเราเองมีความร่มเย็น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของผึ้งโพรง หากมีการเลี้ยงอย่างจริงจัง น่าจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงสร้างและขยายรังออกเป็น 6 รัง โดยอาศัยรังเลี้ยงที่ทำจากต้นมะพร้าว ตัดเป็นท่อนๆ วางตั้ง หรือวางนอนก็ได้ แล้วหาไม้แผ่นหรือไม้อัดก็ได้ ปิดหัวท้ายของท่อนมะพร้าว เจาะรูที่ข้างท่อนมะพร้าวเพื่อให้ผึ้งมีทางเข้าออก รูเข้าออกนี้จะต้องอยู่ทางทิศตะวันออก หลังจากผึ้งโพรงเข้าไปอาศัยแล้ว ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ก็จะได้รวงผึ้งเต็มรัง นอกจากใช้ไม้จากต้นมะพร้าวเป็นรังเลี้ยงผึ้งโพรงแล้ว อาจจะใช้วัสดุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ท่อระบายน้ำเก่าที่เป็นปูนซีเมนต์ ทำรังไม้ตีประกบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ความสูงไม่ควรเกิ
อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง มักพบได้ในระยะที่ต้นเงาะสร้างช่อดอกและเริ่มติดผลอ่อน เริ่มแรกจะพบผงสีขาวหรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและตามร่องขนของผลเงาะ ทำให้ต้นเงาะติดผลน้อยหรือไม่ติดผล กรณีที่ต้นเงาะติดผลจะมีผลขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ ผลหลุดร่วงง่าย หรือทำให้ผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ หากเป็นโรคราแป้งในระยะผลโต จะทำให้ขนที่ผลแห้ง แข็ง ผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ขนกุด เรียกว่า เงาะขนเกรียน สำหรับในระยะที่ผลเงาะกำลังสุก ส่วนที่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีซีดกว่าปกติ อาจพบอาการของโรคได้ที่ส่วนยอดและใบ หากอาการรุนแรงจะทำให้ใบอ่อนร่วง สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราแป้ง ให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มต้นเงาะให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อเป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และลดแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นเกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่
“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กัน สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นเช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง “ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที
