ผักหวานป่า
ผักหวานบ้าน เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในทุกภูมิภาคของไทย พบมากในป่าผสมผลัดใบ ป่าทุ่ง ป่าแดง ริมทุ่งนา นิยมนำมาปลูกริมรั้ว มีชื่อเรียกในถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือ เรียก จ้าผักหวาน ผักก้านตง ใต้ใบใหญ่ ภาคใต้เรียก ผักหวานใต้ใบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียก มะยมป่า สตูลและมลายู เรียก นานาเซียม เป็นไม้พุ่ม ต้นแข็ง สูง 0.5-2 เมตร กิ่งก้านค่อนข้างเล็ก ทรงตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม กิ่งแก่สีเขียวปนเทา การขยายพันธุ์ผักหวานบ้าน ทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และการปักชำ วิธีที่ได้ผลดีและนิยมใช้กันมากที่สุดคือ วิธีการปักชำ โดยวิธีการปักชำ ทำได้โดยเลือกกิ่งจากต้นแม่ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป มีความสมบูรณ์ไม่มีการรบกวนจากโรคและแมลงศัตรูใดๆ ใช้มีดหรือกรรไกรตัดกิ่งไม้ที่คมและสะอาด ตัดกิ่งให้มีความยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร เด็ดใบออกบ้างเล็กน้อย หากมีการเคลื่อนย้ายระยะทางไกล ควรห่อกิ่งพันธุ์ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ พรมน้ำพอชื้นและบรรจุลงในถุงพลาสติก ผูกปากถุงให้แน่นด้วยยางหนังสติ๊ก เมื่อถึงปลายทางให้นำลงเพาะชำในเรือนเพาะชำได้ทันที วัสดุเพาะชำ ประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน แกลบสด 1 ส่ว
รู้จักหน้าตาและคุณค่าของผักหวานป่า ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่งการหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียว สอบถึงแหลม ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ระวังกินผิดใบ ผักหวานป่าในประเทศไทยสามารถปลูกและพบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ แต่ในธรรมชาติยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า พืชชนิดนี้มีเมล็ด 3-6 เมล็ด รับประทานยอดอ่อน และมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น มะยมป่า ผักหวานบ้าน ผักหวานใต้ใบ เป็นต้น มีลักษณะยอดอ่อนเหมือนผักหวานป่ามากจนมีการเก็บผิดอยู่เสมอและเมื่อกินผักชนิดนี้เข้าไปจะออกฤทธิ์กับระบบประสาททำให้เกิดอาการเมา พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร
ผักหวานเป็นหนึ่งในผักพื้นบ้านยอดนิยมที่ตลาดต้องการตลอดทั้งปี ผักหวานปลูกดูแลง่าย ปลูก 4 ปีก็เก็บยอดขายได้แล้ว เกษตรกรหลายคนมีรายได้จากการทำสวนผักหวานป่าผสมผสานกับสวนผลไม้ สร้างรายได้ก้อนโต หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ การจัดการแปลง โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักหวานป่ามักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด หากนำมาปลูกในพื้นที่เรือกสวนไร่นาจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศภายในสวนให้มีร่มเงาเหมือนป่าตามธรรมชาติ โดยปลูกผักหวานป่าแซมกับไม้ผลไม้ยืนต้น ประเภทต้นลำไย มะยงชิด ต้นหม่อน หากปลูกผักหวานป่าแบบพืชเชิงเดี่ยว ต้นผักหวานป่าจะแสดงอาการใบเหลืองและมีโอกาสตายได้ การปลูก คำแนะนำ ในการปลูกผักหวานป่า เวลาขุดดินใส่ต้นกล้าผักหวานป่าลงไป ระวังอย่าให้รากขาด เพราะต้นผักหวานป่าจะไม่เจริญเติบโต ไม่แตกยอด เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินลงไป ต้นผักหวานป่ามีอายุยืน 50-100 ปี แถมดอกผักหวานป่ายังขายได้ราคาดีอีกต่างหาก ขายส่งในราคา กก.ละ 300 บาท ตลาดนิยมดอกผักหวานป่าเพราะถือว่าเป็นของแปลก เป็นยาดี ขายแยกดอก แยกใบ ตัดยอดบ่อย ยิ่งแตกยอดได้ดี หากต้องการให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเ
ชื่อสามัญ : ผักหวานป่า ; Pak warn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melientha suavis วงศ์ : OPILIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ผักหวานป่า เป็นไม้พื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้นๆ เหนียวติดกะลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างรีๆ เหมือนไข่ ปลายใบป้านกลมอาจมีรอยเว้าบ้าง มีหูใบเล็กๆ บริเวณก้านใบ ผล ก็จะเป็นพวงๆ มีสีเหลืองอมน้ำตาล ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ชอบขึ้นตามเชิงเขา หรือตามป่าเต็งรัง ที่เป็นหินปนดินดาน หรือปนทราย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผักหวานป่าจะทิ้งใบจนแทบหมดต้น แล้วต่อมาเดือนกุมภาพันธ์พฤษภาคม ก็จะแตกยอดและใบอ่อนให้ได้กินกันทุกปี ผักหวานป่า เป็นที่รู้จักบริโภคกันทุกภาค เนื่องจากรสชาติดี หากินยาก มีเฉพาะฤดูกาล ราคายังค่อนข้างสูง ปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 100-200 บาท หน้าฝนก็อาจถูกลงมาบ้าง ตามหลักการของดีมานและซัพพลาย แต่ก็ยังถือว่าเป็นพืชทำรายได้ที่ดีแก่ชาวบ้านอย่างหนึ่งในขณะนี้ คนนิยมซื้อหาไปปรุงอาหาร และมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการดัดแปลง สูตร เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อใส่ผักหวาน ผักหวานผัดน้ำมันหอย แกงจืดผักหวาน ฯลฯ
จำได้ว่าสมัยก่อน ผักหวานป่า หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี ในราคาที่จับต้องได้ สวนผักหวานป่า อมรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโพนสุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกแห่งที่ปลูกผักหวานป่าขายทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม โดยมี คุณพิมพ์พกานต์ ซ้ายกาละคำ อดีตพยาบาลสาว เป็นเจ้าของ ซึ่งในสวนนี้มีเนื้อที่ 23 ไร่ นอกจากจะปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ ยังแบ่งปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ อีก อาทิ ไผ่บงหวาน 6.5 ไร่ ปลูกข้าว รวมถึงมะม่วง มะขามเทศ หม่อน ฝรั่งไส้แดง มะเดื่อฝรั่ง สมุนไพรหลากหลาย พืชผักสวนครัวนานาชนิด และเห็ดขอนขาว เดิมคุณพิมพ์พกานต์ทำงานเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และเป็นพยาบาลอิสระ รวมระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งเริ่มสนใจการทำเกษตรอย่างจริงจัง เนื่องจากเจ้าตัวมองแล้วว่าคนต้องกินอาหารทุกวัน การทำธุรกิจอาหารและการเกษตรน่าจะเหมาะกับยุคปัจจุบันที่พืชผักอาหารราคาแพงขึ้น ในส่วนของราคาผักหวานป่าก็แพง ตกกิโลกรัมละ 300-500 บาท ถือว่าส
คุณทองคำ พิลากรณ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอบรบือ ผู้เพาะปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 5 บ้านเปลือย ตำบลหนองโก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เล่าว่า ส่วนตัวแล้วทำอาชีพรับราชการในสำนักงานเกษตร อีกทั้งเป็นเกษตรกรทำไร่มันสำปะหลังและทำนามาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของการปลูกผักหวานป่า เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่ทำไร่ทำสวนแบบผสมผสาน ประกอบกับมีความสนใจในตัวของผักหวานป่า เนื่องจากเป็นพืชที่คุ้นเคยมีอยู่แล้วในแถบภาคอีสาน และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เติบโตต่อเนื่อง จึงได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเองจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งจากการค้นคว้าและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำให้ทราบว่า ผักหวานป่า นั้นมีข้อดีหลักๆ อยู่ 2 อย่าง คือ 1. เป็นพืชที่ดูแลง่าย อายุยืน สามารถปลูกแล้วปล่อยไว้โดยไม่ต้องดูแลมาก ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2. เป็นพืชเกษตรอินทรีย์ หมายความว่า การปลูกพืชชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมี ใช้เพียงปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพเท่านั้น คุณทองคำเริ่มต้นปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 200 หลุม ปัจจุบันขยายพื้นที่เป็น 2 ไร่แล้ว และยั
นครราชสีมา ไอเดียสุดปัง คุณอามัคนายก ปรับพื้นที่หลังบ้าน 1 ไร่ ปลูกผักหวานป่า 1,000 ต้น แจงเคล็ดลับผลผลิตงาม ราคากิโล 200 บาท เก็บขายสร้างรายได้ดี คุณอาถกล แก้วมะเริง อายุ 63 ปี ชาวบ้านช่องโค หมู่ที่ 3 ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบัน เป็นมัคนายกวัดบ้านช่องโค ได้ปรับใช้พื้นที่สวนหลังบ้าน จำนวน 1 ไร่ ลงทุนสวนผักหวานป่า โดยใช้วิธีปลูกผักหวานป่าแบบเพาะเมล็ด โดยลงทุนปลูกไว้จำนวน 1,000 ต้น ซึ่งปลูกแบบระบบน้ำหยด โดยปลูกต้นมะขามเทศไว้เป็นร่มเงาให้กับต้นผักหวาน ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 2 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตผักหวานขายได้ ส่วนเคล็ดลับในการปลูกผักหวานป่าง่ายๆ คือ ผักหวานไม่ชอบแสงแดด ฉะนั้นต้องปลูกต้นไม้ที่เกิดร่มเงา เช่น ต้นมะขามเทศ ควรปลูกเว้นระยะห่างประมาณ 3 เมตร หรือถ้าไม่ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาก็เอาเข่งครอบได้ และจากผักหวานอายุครบ 1 ปี จึงสามารถนำเข่งที่คลุมเอาไว้ออกได้ สำหรับผักหวานนั้นสามารถปลูกได้ทั้งใช้เมล็ดและกิ่งตอน ซึ่งการเพาะเมล็ดจะนานกว่ากิ่งตอน ราว 2-3 ปี กว่าจะเก็บผลผลิตได้ ขณะที่กิ่งตอนใช้เวลาเพียง 6 เดือน-1 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ ปัจจุบันนี้ผักหวานป่าส
ผักหวานป่า ถือเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าโปรตีน วิตามินซี และพลังงาน โดยยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อน ของผักหวาน เป็นส่วนที่นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้ทั้ง นำมาต้ม ลวก นึ่ง หรือปรุงเป็นอาหารต่างๆ เช่น ผัดกับน้ำมัน แกงเลียง แกงอ่อม แกงกับไข่มดแดง แกงกับปลา แกงกะทิสด ยำ เป็นต้น นอกจากรสชาติที่อร่อย ยังเป็นพืชพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูที่ราคาจำหน่ายจะสูงมาก ทั้งนี้ มีเคล็ดลับการปลูกผักหวานป่า ที่จะทำให้ให้รอดตายและเจริญเติบโตเร็ว คือเริ่มจากการเตรียมหลุมปลูกและปรับปรุงดินปลูกให้ร่วนซุย นอกจากนี้ ยังเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์ และกรีดถุงต้นกล้าลงหลุม ระวังอย่าให้ตุ้มดินแตกเละ แปลงปลูกต้องมีพืชร่มเงาให้แสงแดดรำไร รวมถึงในช่วงช่วงแล้งปีที่ 1 และ 2 อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำและร่มเงา โดยเมื่อพ้นแล้งที่ 2 จะสังเกตเห็นต้นผักหวานป่าเติบโตได้เร็ว การปลูก จะเริ่มเตรียมหลุมปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ขุดหลุม ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร ผสมวัสดุปลูกโดยใช้ดิน ปุ๋ยคอก แกลบดิบที่ย่อยสลายแล้ว อัตราส่วน 1:1
ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อยจึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลาย 10 ปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศกาลผักหวานที่จัดขึ้นให้ผู้ที่สนใจได้มาซื้อหาและชิมผักหวานของชุมชนในย่านนี้ได้ จึงเกิดการสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเขาได้จบการศึกษาใหม่ๆ ได้ไปสมัครงานหลายบริษัท เพื่อรอเรียกตัวเข้าไปทำ
“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลม ยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก ป้าสำลี พ่วงนาค เกษตรกรผู้ปลูกผักหวาน อยู่บ้านเลขที่ 260/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลิง จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า ก่อนที่ป้าจะหันมาปลูกผักหวาน ป้าทำไร่ข้าวโพดมาก่อน แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ประสบปัญหาภัยแล้งบ่อยๆ จึงเลิกทำไร่ข้าวโพดแล้วมาปลูกมะขามเทศไว้ส่วนหนึ่ง แต่พอดีว่าช่วงนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ป่าไผ่แถวบ้านจะมีต้นผักหวานป่าอยู่เยอะ ป้าก็เข้าไปเก็บเมล็ดมาเพาะเองที่บ้าน แรกๆ ก็ปลูกไม่ได้ผลตายหมด เพราะยังไม่มีความรู้ แต่ก็ยังไม่ถอดใจ ปีที่สองไปเก็บมาเพาะใหม่ก็เริ่มดีขึ้น เพาะได้ 10 ต้น แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ตอนปี’38 ปลูกเอาไว้เก็บกิน พอเก็บกินจนเหลือก็คิดว่าแถวบ้านมีตลาดเช้าที่สถานีรถไฟหนองปลิง ป้าก็เอาไปขาย ปรากฏว่าขายดี ตั้งแต่นั้น
