ผู้เลี้ยงสุกร
รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการประชุมติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาจำหน่ายหมู ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รวมทั้งผู้เลี้ยงสุกร พบว่า สาเหตุที่ราคาเนื้อหมูมีการปรับสูงขึ้น เป็นเพราะว่าปัจจุบันปริมาณหมูขุนในประเทศลดลงไปกว่าปีละ 3 ล้านตัว โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูเพราะทนต่อภาวะขาดทุนไม่ไหว มี 3 ประการ สาเหตุแรกคือราคาไม่จูงใจ เพราะถูกรัฐควบคุมราคาขาย ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด สาเหตุที่สองคือ ต้นทุนค่าบริหารจัดการฟาร์มในการควบคุมโรคและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น สาเหตุสุดท้ายคือ ปัญหาโรคระบาดหมู ที่หากฟาร์มใดติดเชื้อ เท่ากับเจ้าของฟาร์มหมูต้องขาดทุนยกฟาร์ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกษตรกรถอดใจ ในการนี้แหล่งข่าวจากวงการปศุสัตว์เปิดเผยว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญและร่วมกับทุกภาคส่วนหาทางออกเพื่อให้ผู้มีเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบสามารถอยู่รอดได้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งปัจจุบันล้มหายตายจากไปจากตลาดจำนวนมาก ทางออกที่ 1 ด้านการป้องกันโรค ภาครัฐต้องเร่งช่วยเหลือเกษตรกร ยกระดับความปลอดภัย การป้องกันโรค ซึ่งจะนำมา
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคในสุกร ครั้งที่ 4/2564 ด้วยระบบการประชุมทางไกลผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom) ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ชั้น 6 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคในสุกร เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่มีการตรวจพบว่ากลายพันธุ์แพร่กระจายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งต่างไปจากที่เคยตรวจพบในทวีปยุโรปและเอเชียมาก่อนหน้านี้, โรคกลุ่มอาการระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (PRRS) เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เกษตรกรต้องสูญเสียสุกรที่ป่วยตายจากโรคถึง 30% และไม่สามารถเลี้ยงสุกรต่อไปได้ เนื่องจากเชื้อโรคยังสะสมอยู่ในพื้นที่และทำให้เกิดโรคซ้ำในคอกหรือฟาร์มจนเกษตรกรรายย่อยหมดตัวไปแล้วก็มี และในอนาคตอาจถึงขั้นต้องสูญเสียอาชีพการเลี้ยงสุกรไปในที่สุด รวมทั้งยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อา
