ผ้าขาวม้า
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอ ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เร่งทำผ้าขาวม้าทอมือ ขายให้กับนักท่องเที่ยวและหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้เป็นของฝาก ของขวัญในเทศกาลสงกรานต์ ทำยอดขายกระเตื้อง หลังคณะรัฐมนตรี มีมติเสนอให้ผ้าขาวม้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอ ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง สมาชิกลุ่มในหมู่บ้าน ต่างเร่งทอผ้าขาวม้าเพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ที่สั่งกันเข้ามาในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ โดยมีตั้งแต่ราคาผืนละ 100-400 บาท แล้วแต่ลวดลาย และความยากง่าย ซึ่งปีนี้มีลูกค้าสั่งจองทางออนไลน์จากทั่วทุกภาคของประเทศมากกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งมากกว่าสงกรานต์ปีที่ผ่านมาเกือบ 3 เท่าตัว หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอให้ผ้าขาวม้า เป็นผ้าอเนกประสงค์ในวิถีชีวิตไทย ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโกในปี 2566 ยิ่งทำให้ความต้องการผ้าขาวม้ามีมากขึ้น สมาชิกกลุ่มผ้าทอฯ จึงมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาลวดลาย สีสัน รวมทั้งรูปแบบให้มีความหลากหลาย ทันสมัยมากขึ้น นอกจาก
โดยวัฒนธรรมของชาวไทยไม่ว่าภาคใด การทอเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้ภายในครัวเรือน เป็นสิ่งที่แม่บ้านปฏิบัติสืบมา ไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าซื้อให้เสียเงิน ต่อมาความเจริญและการพัฒนารุกเข้าสู่ตัวเมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ชุมชนและครัวเรือน ทำให้การทอเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นวัฒนธรรมการดำรงชีพในอดีต แปรเปลี่ยนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แต่ละภูมิภาคดำรงไว้เท่านั้น หรือหากจะยังหลงเหลืออยู่ก็ปรับปรุงกระบวนการเป็นเชิงพาณิชย์ไปเสียเกือบทั้งหมด มหาสารคาม ยังคงได้ชื่อว่าเป็นถิ่นผ้าไหมล้ำเลอค่า ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จึงขอหยิบยกฝีมือการทอผ้าไหมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ตำบลนาเชือก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม มาให้ชม เนื่องจากผ้าไหมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกลุ่มนี้ มีความประณีตงดงาม ถึงขึ้นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาว กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทรายแห่งนี้ ไม่เฉพาะฝีมือการทอผ้าไหมที่เป็นเลิศ แต่ไหมที่นำมาทอ ยังได้จากตัวไหมที่เลี้ยงเองแต่ละครัวเรือนด้วย คุณบุญเที่ยง คำยอดแก้ว ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย เล่าให้ฟังว่า การรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย เกิดจากการว่างเว้นจากอาชีพป
วช. สนับสนุน “มทร. กรุงเทพ” พัฒนานวัตกรรมผ้าขาวม้า สร้างอัตลักษณ์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดราชบุรี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดคณะสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริศร์ เทียนประเสริฐ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามผลงานวิจัยการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านผ้าไทย และการท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผ่านมา วช. ได้สนับสนุนการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชน สังคม เพื่อดำเนินการพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบในพื้นที่ภาคกลาง : กลุ่มหัตถกรรมสิ่งทอแก่ ดร.พีรยา สระมาลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าให้มีคุณภาพ สามารถเพิ่มมูลค่า และช่องทางการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดราชบุรี มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม และประเพณี อันเป็นลักษณะเด่นของท้องถิ่นสืบทอดมาแต่โบราณกาล ทีมนักวิจัยจึงได้นำองค์ความรู้ด้านการทอ การย้อม การออกแบบลวดลายมาพัฒนาสินค้า
วันที่ 28 ธันวาคม 2559 นายอนุชา กาติ๊บ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตำบลอ่างทองมีประชาชนชาวไทยอีสานจำนวน 8 หมู่บ้าน ซึ่งมีวิถีชีวิตนิยมทอผ้าข้าวม้าและทำหมอนจากผ้าทอกันทุกครัวเรือน โดยเฉพาะผ้าขาวม้าทอเก็บไว้ในตู้ทุกปี ไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นทุกครัวเรือนจะมีผ้าขาวม้ากันทุกหลังคาเรือน เมื่อมีมากก็จึงได้หารือร่วมกันระหว่าง อบต.และกลุ่มแม่บ้าน จนได้แนวคิดเรื่องการเพิ่มมูลค่าผ้าขาวม้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทยอีสานใน ต.อ่างทอง ด้วยการฝึกอาชีพแปรรูปผ้าขาวม้า ทั้งนี้ อบต.ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้มีการฝึกอาชีพดังกล่าวขึ้น นางเพ็ญศรี ชื่นวงค์ รองนายก อบต.อ่างทอง กล่าวว่า เป็นการฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มแม่บ้าน และที่สำคัญคือการสืบทอดและต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าขาวม้ามิให้สูญหาย เมื่อผ่านการฝึกอาชีพในครั้งนี้แล้ว ยังสามารถผลักดันและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของตำบลอ่างทองได้ด้วย ด้านนางรุจิรา พิมพ์ประสงค์ ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าตำบลอ่างทอง กล่าวว่า กลุ่มอาชีพที่เ
การทอผ้า เป็นหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่ทำสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แล้วยังนับเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญ กระทั่งออกมามีลวดลายที่สวยงาม ละเอียด อันเป็นผลมาจากการบ่มเพาะการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนโบราณ วิวัฒนาการทอผ้าถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละยุคเพื่อให้เกิดความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงทั้งการผลิตและการตลาด ที่ชุมชนบ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีฝีมือการทอผ้าเป็นงานเสริมได้รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ พร้อมกับสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าทอหลากหลายชนิดในชื่อ “แว่นแก้ว” คุณดารา แสงกองมี หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ให้รายละเอียดว่า เป็นการทอผ้าจากฝ้าย ซึ่งเดิมชาวบ้านทอใช้กันในครัวเรือนเป็นประจำ เป็นการทอเอง ย้อมเอง มัดเอง ทอกันเกือบทุกบ้าน บางครั้งทอแจกญาติ คนรู้จัก จนหลายคนเห็นว่างานทอมีคุณภาพทั้งเนื้อผ้า ฝีมือ และลวดลายที่สวยงาม เพราะใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม แล้วจากจุดนี้เองจึงเกิดแนวคิดการต่อยอด ดังนั้น เมื่อปี 2528 จึงได้รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่ม แล้วนำงานทอผ้าด้วยมือของแต่ละครอบครัวมาสร้างเป็
