ผ้าไหมมัดหมี่
ผ้าไหมมัดหมี่ลายแคนแก่นคูณ ผ้าไหมเอกลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่น มีองค์ประกอบของลายผ้า 7 ลาย ได้แก่ ลายแคน ดอกคูน พานบายศรี ลายขอ ลายโคม ลายกง และลายหมากจับ เป็นผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผ้าไหมไทย ตรานกยูงพระราชทานจากกรมหม่อนไหม ผ้าไหมมัดหมี่ลายแคนแก่นคูณมีการนำมาประยุกต์วิธีการมัดหมี่และการทอด้วยการเพิ่มลูกเล่นของเชิงผ้าแบบใหม่ทำให้เกิดความลงตัว มีเอกลักษณ์ในสไตล์ผ้าไหมมัดหมี่ของตนเอง ที่โดดเด่นอีกประการ คือ ใช้วิธีการทอผ้าแบบ 3 ตะกอด้วยกี่ทอมือโบราณ พร้อมใส่สีสันของผืนผ้าให้ออกมาในโทนสีเขียวมิ้นท์พาสเทล รังสรรค์และออกแบบโดยอาจารย์ธนกฤต คล้ายหงษ์ ศิลปินเจ้าของรางวัลโอทอปผ้าไหมมัดหมี่ ประจำปี 2563 และเป็นทายาทครูช่างต่อจาก อาจารย์สงคราม งามยิ่ง ผ้าไหมมัดหมี่ลายแคนแก่นคูณ สวมใส่ได้ทั้งการออกแบบตัดเย็บเป็นผ้าถุง หรือกระโปรง หรือใช้วิธีนุ่งห่มแบบพันผูกซึ่งเป็นการแต่งกายแบบโบราณของไทยผสมกับเทคนิคการออกแบบมูลาจ (Moulage) นิยมใช้ในการออกแบบแฟชั่นชั้นสูงในแถบยุโรป มาประยุกต์ให้เป็นการแต่งกายที่ทันสมัย ถือเป็นเทคนิคที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยจากความผูกพันด้วยสายใยของคนในครอบครัวเช่นเด
มูลค่าความเสียหายเมื่อประสบอุทกภัยเมื่อ 10 ปีก่อน ประเมินมูลค่าคณานับ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นอีกพื้นที่ที่ในครั้งนั้นเปรียบเสมือนเป็นเมืองที่จมอยู่ใต้บาดาล พื้นที่การเกษตรเสียหายนับพันไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงสัตว์รอการจำหน่ายเป็นอาหาร ถูกเบียดบังไปด้วยน้ำ และน้ำ การอาชีพอย่างหนึ่งที่สามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าอุทกภัยมาเยือน ซึ่งอาจติดขัดไปบ้างตามสภาพการขนส่ง แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้ไม่มากก็น้อย ในยามคับขันของชาวอำเภอบ้านหมี่ คือ การทอผ้ามัดหมี่ การทอผ้ามัดหมี่ จึงเป็นอีกภูมิปัญญาที่ช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่จำนวนหนึ่งมีรายได้ไม่ขัดสน การทอผ้ามัดหมี่ เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยพวน อำเภอบ้านหมี่ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากจะนิยมทอไว้ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตนเองและสมาชิกภายในครัวเรือนแล้ว ยังมีการทอขึ้น เพื่อใช้ในพิธีกรรม ประเพณีต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนาและสังคม หากสังเกตให้ดี จะพบว่าเกือบทุกหลังคาเรือนในอำเภอบ้านหมี่ จะมีกี่ หรือหูก อุปกรณ์สำหรับใช้ทอผ้า เป็นเ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หนุนงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ โครงการ Innovation Hubs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรมของประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลให้หลายชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ ที่ปรึกษา วช. อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการ Innovation Hubs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 กลุ่มเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 ภูมิภาค เพื่อร่วมมือในการดำเนินเผยแพร่ผลงานในโครงการ Innovation Hubs โดยตกลงที่จะให้ความร่วมมือกัน ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้นำความรู้และเทคโนโลยีมาบูรณาการกับศักยภาพท้องถิ่น โดยการเผยแพร่ผลงานและข้อมูลการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย เพื่อไปสู่การค้นคว้าและสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาและต่อ
