ฝายชะลอน้ำ
วันนี้ (15 ส.ค. 66) ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ต่อไป ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (15 ส.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,574 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 34,763 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,293 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 4
ทุกวันนี้ ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เจอปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณฝนลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลง และมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประชารัฐร่วมแก้วิกฤติน้ำแล้ง จากวิกฤตภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2560 ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทาน กำลังพลในสังกัดมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ กองพลทหารม้าที่ 3 ค่ายเปรมติณสูลานนท์ ได้บูรณาการร่วมกันบรรเทาภัยทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างนวัตกรรมแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรสามารถทำขึ้นใช้เองได้ อาจารย์สุภัทรดิส ราชธา อดีตวิศวกรที่ผันตัวมาเป็นจิตอาสาคอยช่วยเหลืองานของโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทา
พื้นที่ป่าชุมชนบ้านซำหวาย อำเภอน้ำผืน อุบลราชธานี มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีอาณาบริเวณติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม เป็นแหล่งต้นน้ำที่ไหลลงสู่ห้วยพระเจ้า ห้วยวังใหญ่ และห้วยบอน มีอ่างเก็บน้ำห้วยวังใหญ่ ซึ่งมีน้ำขังตลอดปีเพื่อใช้สำหรับอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร หล่อเลี้ยงวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนตำบลซำหวาย ชุมชนได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงานด้านการอนุรักษ์อย่างชัดเจน มีการเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า พืช สัตว์ อย่างสัมพันธ์และเกื้อกูลกัน เช่น การกำหนดแนวเขตการอนุรักษ์ป่าเป็น “ป่ากันชน” มีการเก็บน้ำไว้ใต้ดินเพื่อนำกลับมาใช้ได้ใหม่ในฤดูแล้ง การทำฝายชะลอน้ำ โครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาอีไท ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาท้องถิ่นและใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการกำหนดเขตพื้นที่ห้ามจับปลาในช่วงฤดูกาลวางไข่ ได้กำหนดกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน และแหล่งน้ำสาธารณะที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมอีกด้วย “ป่ากันชน” ผืนนี้นั้นหากย้อนกลับไปมองอดีต จากคำบอกเล่าของคนในตระกูล “สะนัย” ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยเพียงไม่กี่ครัวเรือน เริ่มต้นตั
เอสซีจี นำโดย นายอาสา สารสิน ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี และผู้บริหารเอสซีจี ร่วมกับตัวแทนชุมชน เยาวชนคนรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมสร้างฝายชะลอน้ำที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในโครงการ “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโครงการ “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เป็นการสานต่อโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” โดยนำแกนนำจากชุมชนและตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากจังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช และขอนแก่น ไปเรียนรู้และเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่ารอบ โรงงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด และป่าของชุมชนโดยรอบโรงงาน อันเป็นผลมาจากการสร้างฝายชะลอน้ำ ได้ลงมือสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำประสบการณ์จริงและความรู้ที่ได้รับกลับไปใช้แก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเอง และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สมาชิกในชุมชนได้
