พาณิชย์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าปุ๋ยรายงานปริมาณนำเข้าทุกเดือน ขณะเดียวกันผู้ผลิต–ผู้จำหน่ายต้องรายงานสต็อกภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามและบริหารจัดการปริมาณสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสต็อกปุ๋ยที่มีอยู่ เมื่อรวมกับปริมาณที่นำเข้าเพิ่มเติม จะทำให้ประเทศไทยมีปุ๋ยเคมีเพียงพอสำหรับใช้ในภาคเกษตร ไม่น้อยกว่า 5 เดือน ระหว่างนี้จะมีการนำเข้าเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาดปัจจุบันยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหาก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามต้นทุนตลาดโลกและกำกับดูแลโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรมากเกินไป พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรว
การทำเกษตรเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้ปริมาณต่อรอบการผลิตสูง ปุ๋ยถือเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่ช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรได้คุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดภายในประเทศมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยต้องอาศัยการนำเข้าแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ราคาปุ๋ยแพงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีหน่วยงานจากภาครัฐ นำโดยกรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในจุดนี้ เพื่อดำเนินโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีราคาถูกให้แก่เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตร นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ตุลาคมถึงธันวาคม 2566 โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งภาคเอกชนประกอบไปด้วย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย เกิดจากการร่วมกันผนึกกำลังเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร คือลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในราคที่ถูกลง และยังช่
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์สินค้าปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ราคาเฉลี่ยผลปาล์มในแหล่งผลิตสำคัญ อ้างอิงราคา ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้จ.สุราษฎร์ธานี กก.ละ 6.90 – 7.50 บาท จ.กระบี่ กก.ละ 7.00 – 7.30 บาท จ.ชุมพร กก.ละ 6.90 – 7.50 บาท จ.นครศรีธรรมราช กก.ละ 7.20 – 7.40 บาท จ.พังงา กก.ละ 7.00 บาท จ.ตรัง กก.ละ 6.60 – 7.00 บาท จ.ปัตตานี กก.ละ 6.90 บาท ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ณ ตลาดกรุงเทพฯ อยู่ที่ กก.ละ 39.50 – 40.00 บาท นางมัลลิกา กล่าวว่า ตอนนี้ชาวสวนปาล์มจะมีรายได้จากการขายผลผลิตมากขึ้น ขณะนี้ชาวสวนปาล์มบำรุงรักษาต้นปาล์มมากขึ้น เพื่อจะได้มีผลผลิตคุณภาพดีเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะปาล์มน้ำมันเป็นพืชเกษตรในโครงการประกันรายได้ตัวเดียว ที่ราคายังสูงกว่าราคาประกันรายได้ โดยปัจจุบันราคาปรับตัวสูงขึ้นทะลุกิโลกรัม (กก.) ละ 7.50 บาท ขณะที่ราคาประกันรายได้อยู่ที่ กก.ละ 4.00 บาท เกษตรกรกว่า 3.7 แสนราย ต
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการหารือร่วมกันกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ประชุมหารือถึงการลต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ในส่วนของปัจจัยการผลิตคือปุ๋ยที่เป็นปัจจัยการผลิตหลักติดเป็นต้นทุนการผลิตถึง 30% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันราคาปุ๋ยอยู่ในระดับสูงเนื่องจากต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตในประเทศ แม้จะมีการกำหนดให้ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุมและเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีกู้ยืมทำให้ต้นทุนสูงยิ่งขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงมีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนการผลิตที่เป็นปุ๋ยลง โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตปุ๋ยลดราคาปุ๋ยสำเร็จรูปและใช้กลไกร้านธงฟ้าประชารัฐ 30,000 แห่งเชื่อมโยงปุ๋ยราคาถูกไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และปุ๋ยผสม โดยใช้กลไกสหกรณ์การเกษตร 700 แห่ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตและกระจายให้สมาชิก โดยมีเป้าหมายจะลดราคาปุ๋ยลงให้ได้กว่า 30% ซึ่งจะทำให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคน ได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ยังให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธกส.) และ ธนาคารเอสเอ็มแบงค์ ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรนำไปซื้อปุ๋ยในอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งให้กรมการค้าภายใ
“พาณิชย์” ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้า ชี้ช่องใช้ FTA นำเข้าวัตถุดิบ และเบิกทางส่งออกไปขาย พร้อมติวเข้มรับมือเปิดเสรีกับออสเตรเลีย ปี 63 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 8 มี.ค. 2561 กรมได้ลงพื้นที่พบปะกับเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจกาแฟ ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ และวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรทำสวนเขาทะลุ จังหวัดชุมพร เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากความตกลงเปิดการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ในสินค้ากาแฟและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเปิดตลาดลดภาษีภายใต้ความตกลง FTA ไทย–ออสเตรเลีย ในปี 2563 “ในปัจจุบัน ไทยผลิตเมล็ดกาแฟได้ ประมาณ 26,000 ตัน ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศที่มีถึง 90,000 ตัน ต่อปี จึงต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟ ปีละประมาณ 60,000 ตัน จึงควรจะใช้ประโยชน์จาก FTA ในการแสวงหาวัตถุดิบราคาถูกเข้ามาใช้ในส่วนที่ไม่เพียงพอ ทางกรมจึงได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิชาวสวนกาแฟ และสมาคมกาแฟไทย ลงพื้นที่ให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านกาแฟ ผู้ประกอบกา
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการกระตุ้นและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชนและเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กรมการค้าภายในได้ดำเนินส่งเสริมการดำเนินการด้านการตลาดภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการใช้กลไกตลาดชุมชน ซึ่งในปี 2561 กรมการค้าภายในจะเดินหน้าส่งเสริมให้มีตลาดประชารัฐต้องชมเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดตลาดประชารัฐต้องชม เพิ่มอีกจำนวน 77 แห่ง จากปัจจุบัน 158 แห่ง พร้อมทั้ง พัฒนาตลาดเดิมโดยจะยกระดับตลาดให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินโครงการตลาดต้องชมในปีงบประมาณ 2559 – 2560 ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ส่งเสริมให้มีตลาดต้องชมแล้ว 158 แห่งทั่วประเทศ สามารถช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่ผู้ประกอบการค้าในตลาดที่มีอยู่ 19,420 แผงค้า คิดเป็นการสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นประมาณกว่า 230 ล้านบาท/เดือน หากสิ้นปี 2561 มีตลาดประชารัฐต้องชมเพิ่มเป็น 235 แห่ง จะสามารถเพิ่มจำนวนร้านค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ ในปี
