พืชผลเกษตร
จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ใน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ผ่านมา11วัน ในพื้นที่7ตำบลประกอบด้วย ต.สรรพยา ต.บางหลวง ต.เขาแก้ว ต.ตะหลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก บ้านเรือนประชาชน ต้องถูกน้ำท่วมจำนวนกว่า2,700หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องขนของอพยพขึ้นมาอาศัยกิน-นอนอยู่บนถนนกว่า500ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า16,000ไร่ นั้น นอกจากประชาชนจำนวนกว่า7,000คนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้แล้ว ชาวบ้านบอกว่ายังมีพืชสวนครัวต่างๆที่ต้องแช่น้ำมาถึง11วัน ทำให้เริ่มมีพืชหลายชนิดมีอาหารเหี่ยวเฉา ใบเหลืองใหม้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังจะตายเช่น มะะกอ กล้วย ขนุน มะม่วง และไม้ผลต่างๆ ซึ่งชาวบ้านเองก็ทำได้แต่เพียงแค่นั่งดูด้วยความรันทดใจเพราะไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพราะชาวบ้านเองปัจจุบันก็กินอยู่กันอย่างลำบาก ได้เพียงแค่ภาวนาให้น้ำลดลงเร็วๆก่อนที่ต้นไม้จะตายหมด โดยจากการตรวจสอบปริมาณน้ำจากภาคเหนือที่ไหลผ่าน จ.นครสวรร์เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว โดยวัดได้ 2,854ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้น8ซ.ม.วัดได้17.06เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางซึ่งต่ำกว่า
ชง กกร. 7 ส.ค.นี้ ออกประกาศคุมเข้มพ่อค้าพืชไร่จดทะเบียนแจ้งปริมาณสถานที่จัดเก็บ หลังเกษตรกรร้องเรียนราคาผลผลิตตกต่ำ ด้านสมาคมพ่อค้าพืชไร่รับสนองมาตรการของภาครัฐ ขีดเส้น 3 เดือนหากราคาข้าวโพดไม่ปรับขึ้น รัฐควรทบทวนมาตรการใหม่ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธาน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 เพื่อออกประกาศตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้ค้า และผู้ประกอบการค้าพืชไร่ เช่น ลานมันลานเทปาล์มน้ำมัน และผู้รับซื้อข้าวโพด ให้แจ้งปริมาณ และสถานที่จัดเก็บเพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามดูแลผู้ที่อยู่ในระบบการซื้อขายตามบัญชีที่เกิดขึ้นได้ “ที่ผ่านมามีเกษตรกรร้องเรียนว่าไม่ได้รับราคาที่เหมาะสมตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น คุมราค่าปลายทาง แต่เกษตรกรต้นทางขายได้ราคาต่ำ เกิดคำถามว่า แล้วกลางทางได้เท่าไร น่าจะดูแลกลางทางด้วย เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดูแลเกษตรกร ต่อไปหากไม่แจ้งก็จะมีความผิดตามกฎหมายราคาสินค้าฯ” นางนันทว
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดโผดัชนีรายได้เกษตรกร ครึ่งปีแรก มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หมวดพืชผล สร้างรายได้มากสุด ชู มังคุด นำลิ่ว เพิ่มรายได้เกษตรกรถึงร้อยละ 116 ด้านส่งออกยังสวย ทั้ง ยางพารา และน้ำมันปาล์ม มีความต้องการจากต่างประเทศต่อเนื่อง นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรช่วงครึ่งปีแรก 2560 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.01 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.68 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มังคุดและกุ้งขาว แวนนาไม และดัชนีราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.86 จากสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ประกอบกับภาวะภัยแล้งในปีก่อนได้คลี่คลายและสภาพอากาศในปี 2560 เอื้ออำนวยต่อผลผลิตสำคัญ หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด โ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ กระเทียมช่วงไตรมาส 1 ราคาดี เฉลี่ย 27 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากได้คุณภาพและมาตรการของศุลกากร ด้านหอมแดง พริกขี้หนูสวน และถั่วเขียว ราคาลดลง เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาที่เกษตรกรขายได้ยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์กระเทียม หอมแดง พริกขี้หนูสวน และถั่วเขียว พบว่า กระเทียม ราคาที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ที่ 27 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 2559 เฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 เนื่องจากกระเทียมมีคุณภาพและมาตรการเข้มงวดด้านศุลกากร ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมจะเก็บเกี่ยวหมดภายในเดือนเมษายนนี้ โดยคาดว่าราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หอมแดง ราคาที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ที่ 20 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 2559 เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาท/กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 20 เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น และเป็นช่วงที่ออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งราคายังสูงกว่าต้นทุนการผ
