พืชพลังงาน
ยศชนัน ชู จุลสาหร่าย KU01 นวัตกรรมความหวังใหม่ ปั้นเกษตรมูลค่าสูงสู่ผู้นำ Wellness โลกและพลังงานสะอาด ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ชี้เป็นซูเปอร์ฟู้ดโปรตีนสูง เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเปิดตัวโครงการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากจุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU01 นายยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อพาชาติก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางที่ติดหล่มมาอย่างยาวนาน ความหวังสำคัญคือการผลักดันยุทธศาสตร์ Wellness ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย” ที่สมบูรณ์แบบและมีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ในสมรภูมิเทคโนโลยีโลกหรือ Tech War ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งกับใครในทุกเรื่อง แต่ต้องมุ่งเน้นในจุดที่แข็งแกร่งที่สุดคือการเกษตรมูลค่าสูงและ Wellness หากเราบอกว่าเราคือเบอร์หนึ่งด้านนี้ ตนมั่นใจว่าเวทีโลกจะอยากเดินเข้ามาหาเราเอง วิสัยทัศน์นี้จะถูกข
มีหลายหน่วยงานให้งบประมาณสนับสนุนในการทำงานวิจัย เพราะเล็งเห็นศักยภาพของบุคลากรในการศึกษาวิจัย เพื่อให้ผลของงานวิจัยเป็นตัวกระตุ้นหรือต่อยอด นำไปพัฒนาในระบบเพื่อให้ก้าวทันนวัตกรรม และมีงานวิจัยหลายชิ้นที่จับต้องได้ แต่ไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงน่าเสียดายที่งานวิจัยถูกทิ้งร้างเป็นงานวิจัยที่ค้างอยู่บนหิ้ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการศึกษานวัตกรรมการเกษตรมากที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อหยิบงานวิจัยที่มีแนวโน้มจับต้องเป็นรูปธรรมออกมาปฏิบัติจริงได้ จึงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่นิ่งเฉย พร้อมๆ กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่น่าจะรวบรวมงานวิจัยไว้มากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ความจำเป็นในการพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศไทย ศ.ดร. สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ประธานคณะกรรมการโครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ.-สกว. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย – สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลจำนวนมากทั้งจากโรงไฟฟ้าตามแผนของ กฟผ. และเอกชน ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2
คุณประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของไทย โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งแนวโน้ม ความต้องการของตลาด สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า “ไผ่ซางหม่น” นับเป็นหนึ่งในพืชทางเลือกที่มีโอกาสทางการตลาด และมีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2564) ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกรวม 544 ราย เนื้อที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 16 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 2,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 70 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ แหล่งผลิตสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน มีเนื้อที่ปลูกรวม 1,641 ไร่ หรือร้อยละ 59 ของเนื้อที่ปลูกรวมของภาคเหนือ และคิดเป็นร้อยละ 47 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกทั้ง 3 จังหวัด รวม 363 ราย สำหรับไผ่ซางหม่น นับว่าเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะโดดเด่นคือ เจริญเติบโตเร็ว มีลำต้นตรงโดยธรรมชาติและมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถใช้ประโยชน์ตลอดทั้งลำในการแปรรูป จึงทำใ
มะเยาหิน เป็นพืชในมุมมองใหม่ของพืชที่ให้พลังงานทดแทน นอกเหนือจากสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ ดุษฎี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลว่ามีพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีการนำเข้ามาจากทางเหนือของประเทศลาว เรียกว่า “มะเยาหิน” มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า china wood oil หรือ kalo Nut tree จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า พืชชนิดนี้มีปลูกกันพอสมควรในลาว มีผลผลิตปีละ 200-300 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม จากการนำตัวอย่างน้ำมันที่ได้ส่งไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเชื้อเพลิงที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) พบว่า ค่าความร้อนใกล้เคียงกับสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน คณะวิจัยได้นำเข้ามะเยาหินมาปลูกในประเทศไทย ในปี 2551 ด้วยความร่วมมือของศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสหกรณ์พืชพลังงานทดแทน ประมาณ 100 ไร่ และปลูกกระจายในภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่มีอายุสูงที่สุดประมาณ 2-3 ปี และให้เริ่มให้ผลผลิตในปีแรกแล้ว จากการสำรวจผลผลิตในประเทศลาวพบว่า ให้ผลผลิตสูงประมาณ 800-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า พืชชนิดนี้ นอกจากเมล็ดจะนำมาหี
ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อย นำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกไทยได้ในอนาคต เพราะ เกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือ เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า ตลาด “หญ้าเนเปียร์” อาจารย์สันติ เหลืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่เลขที่ 197/1 หมู่ 3 ต.ลาดบัวขา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Jatropha curas L. ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae ชื่อสกุล Jatropha (Physic nut or Purging nut) ชื่ออื่นๆ มะหุ่งฮั้ว(ภาคเหนือ) มะเยา (อีสาน) สีหลอด (โคราช) หงเทศ (ภาคใต้) สบู่ขาว สลอด มะโห่ง ผมคิดว่าตัวผมเป็นตัวตลก สำหรับหลายวงการ แต่ผมก็มีบทบาทสำหรับวงการพลังงานทางเลือกปัจจุบันมาก ขอพูดเรื่องวงการ การกินก่อน ใครๆ ที่ชวนกันไปกิน OISHI ไม่มีปัญหา มีเงินก็กินอิ่ม แต่สำหรับคนที่ชวนกันไปกิน “จานสายพานเลื่อน” SHABU SHI นี่ซิมีปัญหา เพราะชอบชวนกันไปกินเป็นกลุ่ม แล้ว LINE ชวนว่า เย็นนี้ไปกิน “ SABU” กันนะ จะหมายถึง SHABU หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะบางครั้งแม้แต่โทรศัพท์ ก็ชอบพูดว่า ไปกิน SABU SABU มา คำว่า SABU เป็นคำที่มีใช้จริง ที่เรารียกว่า “สบู่” มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งนำน้ำมันจากเมล็ดมาเป็นส่วนผสมในการผลิตสบู่ สำหรับชำระร่างกาย และซักผ้าให้สะอาด เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบสารเคมีที่ทำให้เกิดฟอง ถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกากลาง แล้วพ่อค้านักเดินเรือชาวโปรตุเกส นำเข้ามาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา นำเมล็ดบีบอัดทำน้ำมันสบู่ ทั้งก้าน ใบ ก็มีฟองตามธรรมชาติของคุณสมบัต
โครงการร่วมฯ สกว.-กฟผ. หนุนม.เกษตรวิจัยไม้โตเร็วและพืชพลังงาน หวังนำความรู้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพลังงานแก่ภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งยั่งยืนของพลังงานไทย ชี้พืชชีวมวลช่วยสร้างงานและสร้างรายได้แก่เกษตรกร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ศ. ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ประธานกรรมการโครงการร่วมฯ กฟผ.-สกว. เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “ความสำเร็จจากงานวิจัยด้านไม้โตเร็วและพืชพลังงาน” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “โอกาสของงานวิจัยพืชพลังงานกับความมั่นคงยั่งยืนของพลังงานไทย” เพื่อนำข้อเสนอผลการวิจัยและเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งโจทย์วิจัยที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการวิจัยที่สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานชีวมวล ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางแผนเชิงนโยบายและเชิงพาณิชย์แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ประธานกรรมการโครงการร่วมฯ กฟผ.-สกว. ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเชื้อเพลิงชีวม
