พืชสวนครัว
ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ทุกบ้านรู้จักกันดี กับพืชชนิดที่เรียกกันว่า “มะกรูด” ในสมัยนี้หลายคนรู้จักแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นต้น รู้จักแต่ใบมะกรูด แต่ไม่รู้ว่าเด็ดเอามาจากไหน เข้าตลาดเห็นมีวางขาย ทำขายคู่เป็นเครื่องต้มยำ มะกรูด ตะไคร้ และข่า ชุดละสิบบาท เอามาทำต้มยำได้หม้อหนึ่ง เฉพาะใบมะกรูดที่มัดรวมกันกับตะไคร้ ข่าที่ผ่าเป็นแว่นแผ่นหนึ่ง และหลายคนคงเคยใช้หรือเคยได้ยินคำบอกเล่า ว่าชาวบ้านเอาลูกมะกรูดมาเผาไฟ แล้วใช้สระผม คนที่เคยลองทำก็คงรู้สรรพคุณ แต่คนไม่เคยลองทำก็มึนงงอยู่ รู้จักแต่แชมพูสระผมที่มีโฆษณาว่า มีส่วนผสมจากมะกรูด คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในสมัยนี้ เรามาทำความรู้จักกับ “มะกรูด” กันบ้าง เผื่อว่าอยากปลูกไว้ใช้ประโยชน์ ทำอาหาร เป็นสมุนไพร เป็นสินค้าแปรรูป หรือปลูกเพื่อศึกษาหาความรู้ไว้เป็นพืชประจำบ้านประจำครัวกัน เตรียมหาความสำราญกับเรื่องราวของ “มะกรูด พืชสวนครัวที่ทุกบ้านควรมี” ได้ มะกรูด มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ภาคเหนือเรียก มะขูด มะกิ้ว ภาคใต้เรียก ส้มกรูด ส้มมั่วผี กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก มะขู มะกรูดมีชื่อภาษาฝรั่งว่า Kaffir Line หรือ Leech Line หรือ Mauritius Papeda ชื่อวิทยาศาสต
ผมเคยถามมนุษย์เงินเดือนว่า สิ่งปรารถนาที่สุดในชีวิตคืออะไร หลายคนตอบว่า อยากกลับไปอยู่บ้านเกิด ใช้ชีวิตอยู่ในสวน ใช้ชีวิตในเวลานี้หรือบั้นปลายให้มีความสุข สงบ สโลว์ไลฟ์ ตามใจปรารถนา อยากทำงานก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร เป็นลูกจ้างตัวเอง พอถามความพร้อม ที่ดินมีไหม เงินทุนสำรองมีไหม รายได้อื่นมีไหม ไม่มีสักอย่าง ถามว่าค่าใช้จ่ายประจำมีไหม บอกมี แววอดตายก็ปรากฏให้เห็น ความมุ่งหวังเป็นเรื่องที่มีความสุข ทำให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้า แต่ต้องดูความพร้อมด้วย เหมือนตอนเด็กๆ เราอยากเรียนหมอ แต่เราไม่ได้เรียนเก่ง แล้วยังไม่ได้พยายาม แต่มีความหวังลมๆ แล้งๆ ไปเรื่อยเปื่อย สู้เอาความคิดมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า ถ้าสิ่งไหนที่เรามุ่งมั่นและมีความชอบสิ่งนั้นทำเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงตัวได้ การทำเกษตรไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เลย แต่การลาออกแล้วมาทำเกษตรสำหรับคนไม่พร้อม ตายลูกเดียว แต่มีวิธีหนึ่งที่จะทำความฝันให้เป็นจริง คือการทำควบคู่กันไป ผมมาเจอคนคนหนึ่งซึ่งผมว่าใช่เลย คุณวิชัย สายวารี จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อปี 2550 ได้ทำงานเกี่
หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านไทใหญ่ เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษชาวไทใหญ่ปลูกติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี กินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชาวบ้านนิยมเก็บหมากซู่ลูดไปสับให้เป็นเส้นยาว และนำไปตำส้มตำแทนเนื้อมะละกอ ปรากฎว่า มีรสชาติอร่อยกว่า ส้มตำจากเนื้อมะละกอเสียอีก ต้นหมากซู่ลูด สามารถเจริญเติบโตได้ข้ามปี อยู่ในกลุ่มไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ลักษณะลำต้น ใบ และยอด คล้ายกับแตงกวา ผสมกับฟักเขียว มีระบบราก ที่มีการสะสมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกสมบูรณ์เพศ มีชั้นของเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียครบถ้วน และมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลาง เปลือกสีเขียว ผลดิบ เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ผลสุก จะมีเนื้อสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งปุ๋ยหรือสารเคมี โดยทั่วไป ชาวไทใหญ่นิยมนำผลดิบของหมากซู่ลูด ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟัก ไปปรุงอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดใส่ไข่ ต้มจืด แกงเลียง หรือนำไปลวกจิ้มกับน้ำพริก เมื่อนำผลดิบของหมากซู่ลูดไปผ่า ภายในผล
มะเขือพวง จัดเป็นพืชผักสวนครัวที่คนไทยนิยมบริโภคกันเป็นอย่างมาก มักจะนำไปใส่เป็นเครื่องเทศในแกงสารพัด หากจะหามาปลูกไว้ทำกับข้าวกินเองบ้างก็คงจะดีไม่น้อย มะเขือพวงเป็นพืชอายุสั้น ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3-4 เดือน ก็เก็บผลผลิตขายได้แล้ว การปลูกมะเขือพวง ใช้น้ำน้อย ทนแล้ง แต่ก็ต้องการความดูแลเอาใจใส่ หากปลูกไว้กินเองที่บ้านสัก 1 ต้น คงไม่ยากเกินไป วิธีการปลูก ขุดหลุม 2×2 เมตร เป็นระยะที่กำลังพอดี ดูแลได้ง่าย เบื้องต้นให้ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ลองก้นหลุม แล้วใช้ปูนขาวฆ่าเชื้อ ก่อนจะลงต้องมีการเตรียมดิน ตากดินไว้ 1อาทิตย์เพื่อฆ่าเชื้อ ถ้าอยากให้ได้ผลดีให้ใส่ขี้ไก่แกลบ ปูนขาว ลงไป การดูแล ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ระบบน้ำ มะเขือพวงชอบน้ำแบบธรรมดาคือไม่มากไม่น้อยเกินไป รดน้ำ ตามความเหมาะสม ถ้าฝนไม่ตก 1 อาทิตย์ รดน้ำ 2 ครั้ง เพราะดินอุ้มน้ำอยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีควรรดน้ำช่วงเช้า เพราะจะช่วยในเรื่องของโรคราน้ำค้าง หมั่นดูแลโรคแมลงด้วยปุ๋ยชีวภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถมีมะเขือพวงไว้ประกอบอาหารแบบไม่ต้องซื้อแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญเหล็ง สายแวว ได้ปรับปรุงพื้นที่ใกล้บ้านพักจำนวน 16 ไร่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเลขที่ 123 หมู่ 16 ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยการแบ่งพื้นที่ 16 ไร่ จะแยกเป็นด้านปศุสัตว์ เลี้ยงวัว 5 ตัว กระบือ 2 ตัว เลี้ยงไก่ สุกร ด้านประมง เลี้ยงปลาดุกในบ่อดินธรรมชาติ ปลาไน เลี้ยงกบในบ่อพลาสติก ด้านการเกษตร แบ่งพื้นที่ทำนาจำนวน 5 ไร่ ปลูกทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า นอกนั้นจะปลูกพืชสมุนไพร เช่น ข่า ตะไคร้ บอระเพ็ด ไม้ผลและพืชผักสวนครัว เช่น มะม่วง มะพร้าว มะขาม มะยม ชมพู่ ลำไย มะกอกน้ำ ไผ่ กล้วย มะละกอ อ้อย บวบ ตามแนวราบบนพื้นดิน มะระ พริก หอม มะเขือ มะเขือเทศ ข้าวโพด ผักบุ้ง แตงร้าน ถั่วฟักยาว ฟักทอง ฟักแฟง แก้วมังกร มะนาว และอื่นๆ โดยมีแนวคิดว่า “จงปลูกทุกอย่างที่กิน แต่อย่ากินทุกอย่างที่ปลูก” “ถ้าเราปลูกพืชผักสวนครัวเลี้ยงสัตว์ทุกอย่างทุกชนิดที่สามารถรับประทานได้ จะทำให้เราลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวแต่ละวันลงได้ เป็นการประหยัด อดออม เมื่อผลผลิตมีจำนวนมากก็นำไปขาย ได้เงินมาจุนเจือครอบครัวหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วเงินเหลือก็ออมไว้สำหรับเป็นทุนเพื่อใช้จ่ายในอนาคต ผลผลิต
