ฟาร์มไก่ไข่
“ไข่ไก่” วัตถุดิบรังสรรค์หลากหลายเมนูอาหารที่ทุกบ้านคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งในเมืองไทยมีฟาร์มไก่ไข่ผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากมาย จึงนำมาสู่อีกหนึ่ง Case Study ที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งว่า บริษัท ฟาร์มระพีพัฒน์ (1999) จำกัด ฟาร์มไก่ไข่ชื่อดัง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา บริหารธุรกิจอย่างไร? จึงสามารถฟันฝ่าวิกฤต-อุปสรรคต่างๆ จนประสบความสำเร็จอยู่รอดในสมรภูมิการแข่งขันอันแสนดุเดือด เป็นแนวคิดสร้างไอเดียให้กับผู้ประกอบการและ SME บ้านเรา นำไป Business Transformation ประยุกต์ปรับใช้สู้ศึกการทำธุรกิจห้วงเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน นำวิชาที่มี สร้างธุรกิจที่ตนเองถนัด คุณสุพัฒน์ ธนะพิงค์พงษ์ กรรมการ บริษัท ฟาร์มระพีพัฒน์ (1999) จำกัด เล่าย้อนความหลังว่า “ฟาร์มระพีพัฒน์” ก่อตั้งเมื่อปี 2521 โดยเริ่มต้นบริษัทมีการเลี้ยงทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ และหมู ต่อมาในปี 2530 ได้หันเลี้ยงไก่ไข่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากไก่เนื้อและหมูมีการแข่งขันกับรายใหญ่สูงมาก ประกอบกับต้องอาศัยโรงเชือดซึ่งบริษัทไม่มี จึงทำให้กำหนดราคาไม่ได้เมื่อเทียบกับรายใหญ่ซึ่งมีโรงเชือดของตัวเอง โดยก่อนที่คุณสุพัฒน์ก่อตั้งบริษัท ได้จบการศึกษ
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า อาชีพเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยนั้น แปดริ้ว นับว่าเป็นแหล่งที่เลี้ยงไก่ไข่สูงสุด ถ้าหากรวมจำนวนไก่ที่มีอยู่ 45 ล้านตัวทั่วประเทศ คาดว่าจำนวนครึ่งหนึ่งคงมีเลี้ยงอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะตำบลเทพราช และบางตีนเป็ด เลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรมไก่ไข่กันเลยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจ นายกสมาคมไก่ไข่ก็เป็นชาวแปดริ้วเช่นกัน เหตุที่คุ้นเคยรู้จักกับวงการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาชีพสำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะเคยศึกษาและวิจัยในด้านต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ เป็ด สุกร ห่าน มาก่อน สมัยรับราชการอยู่ที่กองเศรษฐกิจการเกษตร สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถรอบรู้ถึงข้อมูลพื้นฐานการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างละเอียด ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ในอดีตเกือบ 50 ปีมาแล้ว ทำให้รู้จักเกษตรกรชาวฟาร์มสัตว์ทั้งหลายที่เคยร่วมกันทำข้อมูลจากบัญชีฟาร์ม ที่ได้รับการคัดเลือกในการกรอกข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและรายได้ ที่พอจะประเมินได้ว่า ขนาดฟาร์มเล็ก กลาง ขนาดใหญ่ ว่าเหมาะสมกับการทำธุรกิจการเลี้ยงได้ดีกว่ากัน เมื่ออ้างอิงถึงแปดริ้ว ต้องนึกถึงอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ขึ้นมาทันที เพราะที่นี่เลี้ยงไก
อดีตอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยมีมาช้านานแล้ว เกินกว่า 6 ทศวรรษ โดยคนไทยจะเลี้ยงกันกระจายไปตามหัวเมืองและในเมือง หัวเมืองที่เลี้ยงกันอยู่ในเวลานั้น คือนครปฐม ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ในย่านบางแค บางเขน บางบัว ที่เลี้ยงริมถนนพหลโยธิน ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นคือ ท่านอาจารย์หลวงสุวรรณ วาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยุคที่มีคำพังเพยออกมาฮิตที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า “กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ” สมัยนั้นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นไก่ไข่นั้น มีตั้งแต่พันธุ์ขนสีขาว ที่เรียกว่า พันธุ์เล็กฮอร์น พันธุ์ขนสีลายเทา เรียกว่า พันธุ์ไก่บาร์พลีมัทร็อค และพันธุ์ขนสีน้ำตาล เรียกว่า ไก่พันธุ์โร้ดไอร์แลนด์เรด ฟองไข่สีน้ำตาล แต่คนไทยนิยมไข่ฟองสีขาว ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นฟองสีน้ำตาลครองตลาดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนโรงเรือน เลี้ยงในกรงตับช่องตัว ฟาร์มขนาดใหญ่มีไม่ถึงหมื่นตัว เล็กสุด 200-500 ตัว เท่านั้น มาถึงปัจจุบัน การเลี้ยงไก่ไข่กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โต มีการเลี้ยงกันมาก ฟาร์มละเป็นล้านๆ ตัว ที่ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา และนครนายก ถึงแปดริ้
