มหาวิทยาลัยพะเยา
ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามโดยเฉพาะปลากัด ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ปัจจุบันปลากัดได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์ุจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงามจนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ส่งเสริมเลี้ยงปลากัดสร้างรายได้ กว๊านพะเยา ถือเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุด ของภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง มีลำน้ำสาขาไหลจากเทือกเขาผีปันน้ำทิศตะวันตก รวมกับลำน้ำในเขตอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ไหลลงสู่กว๊านพะเยาจำนวน 13 สาย กว๊านพะเยา นับเป็นแหล่งน้ำสำคัญทั้งด้านการประมง การชลประทาน แหล่งท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดพะเยามีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่อง “ปลากัดป่าแก้มแดงภูกามยาว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปลากัดพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือหางกลมมนดุจกลีบดอกสารภี โดยหน่วยงานในพื้นที่อย่าง คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และกรมประมง ได้ให้การสนับสนุนและจัดการประกวดปลากัดอย่างต่อเนื่องเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ บางคนอาจมองว่
“กบ” เป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจของพะเยา ที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี แต่การเลี้ยงกบแบบดั้งเดิมมักประสบปัญหาน้ำเน่าเสีย จากการให้อาหารเหลือ หรือปล่อยกบหนาแน่นเกินไป ทำให้สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ กบกัดกันเอง ทำให้ป่วยและตายได้ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการเลี้ยงกบที่มีขนาดโตไม่เท่ากัน ทำให้กบกินกันเอง กบที่ตัวใหญ่กว่าจะกินกบตัวเล็กเป็นอาหาร ทำให้จำนวนกบลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนสูงและผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ที่ผ่านมา เกษตรกรพยายามป้องกันไม่ให้กบกัดกินกันเองโดยหมั่นคัดแยกขนาดกบ ตัวใหญ่และตัวเล็กออกจากกันทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หากเจอกบป่วย จะแยกกบป่วยออก ล้างทำความสะอาดบ่อ ให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กองทิ้งไว้ และหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ยกระดับการเลี้ยงกบสู่สัตว์เศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ดร.วารัชต์ มัธยมบุรุษ รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า จังหวัดพะเยามีศักยภาพด้านการเลี้ยงกบ แต่เกษตรกรยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีกรเล
ทีมนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา พบราก่อโรคผลเน่าใหม่ในแตงโม รายงานครั้งแรกในประเทศไทยและของโลก สร้างองค์ความรู้สู่การวินิจฉัย การระบาดวิทยาโรคพืช การพยากรณ์โรค และการหาแนวทางควบคุมและป้องกัน ทีมนักวิจัย นำโดย ดร.นครินทร์ สุวรรณราช ดร.จตุรงค์ คำหล้า ดร.สุรพงค์ คุณา และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สายสมร ลำยอง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิพรพรรณ์ เนื่องเม็ก คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยในโครงการสำรวจราโรคพืชในพืชตระกูลแตง ซึ่งรวมถึงแตงโมที่ปลูกและการเก็บรักษาแตงโมหลังการเก็บเกี่ยว ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย นักวิจัยได้ทำการสำรวจเก็บตัวอย่างโรคที่เกิดจากรา จากนั้นแยกราสาเหตุโรค และทดสอบการก่อเกิดโรคด้วยสมมติฐานของค็อค (Koch’s postulates) ของราที่แยกได้ และระบุชนิดของราสาเหตุโรคด้วยหลักอนุกรมวิธานสมัยใหม่ ร่วมกับเทคนิคอณูชีววิทยาด้วยดีเอ็นเอ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธุ์ของราชนิด Fusarium แบบหลา
หลายปีผ่านมา บนผืนดินจังหวัดพะเยา ประเทศไทย เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีเกษตรกรรม เราสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เมื่ออยู่บนท้องฟ้าแล้วมองลงมายังผืนดิน พิกัด (latitude longitude) แสดงตำแหน่งแปลงเกษตรอินทรีย์ (location) เพิ่มจำนวนมากขึ้น จากแปลงเกษตรอินทรีย์เป็นผัก ผลไม้ 2 แปลง บัดนี้เพิ่มขึ้นเป็น 100 แปลง และหากลองชมสินค้าบนพื้นที่วางจำหน่ายสินค้าทั่วไปหรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เราจะมองเห็นสินค้าพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษวางจำหน่ายจำนวนมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีสินค้าเกษตรอินทรีย์วางจำหน่าย ผศ.น.สพ.สมชาติ ธนะ หรือ Asst.Prof. Somchat Tana ผู้อำนวยการโครงการวิจัยการพัฒนาเครือข่ายสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดพะเยา เล่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเปลี่ยนแปลงในระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ระบบเกษตรอินทรีย์สมัยใหม่ เกษตรกรเริ่มต้นจากการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์แปลงเล็ก สู่การเป็นสมาชิกสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนพะเยา SDGsPGS ต่อยอดทำการตลาดกับ บริษัท ออร์แกนิคพะเยาวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อเข้าสู่ระบบการแข่งขันทางการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของโลก จัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อทำการตลาดแบบ CSR บริษัท
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยพะเยา จับมือสร้างเครือข่ายงานวิจัยเข้มแข็งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หนุน คาดหวังเกิดความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีโดยอาศัยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน พัฒนากำลังคน สร้างผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ สู่การประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรมและชุมชน กรุงเทพมหานคร – วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดย รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และมหาวิทยาลัยพะเยา โดย รศ.ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โอกาสนี้ รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวง อว. ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามด้วย รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ กล่าวว่า “หนึ่งในพันธกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมและถ่ายทอดการเรียนรู้เทคโนโลยีแสงซินโคร
ปัจจุบัน ทั่วโลกเผชิญโรคอุบัติใหม่ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั้งเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยต้องปรับแนวคิดการดำเนินชีวิตให้เข้ากับยุควิถีใหม่ (New Normal) “ศาสตร์พระราชา” ภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นกลไกสำคัญที่ภาครัฐบาลนำมาใช้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยในระยะยาวเช่นเดียวกับ ยุทธศาสตร์การพัฒนานวัตกรรมงานวิจัย เพื่อใช้ฐานความรู้จากงานวิจัยมาช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การผลิตและการบริการของประเทศไทย ให้เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยบนเวทีตลาดโลก ในศตวรรษที่ 21 อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย ได้ร่วมกันจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทร
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา พัฒนาระบบจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีต ภายใต้แผนงานจัดการความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยวช.ได้สนับสนุนการดำเนินงานโครงการ “การพัฒนาชุดความรู้การใช้นวัตกรรมในการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตในภาคเหนือ” แก่มหาวิทยาลัยพะเยา ในการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ในภาคเหนือ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มอนุรักษ์โคกระบือบ้านดงเจริญ ต.หัวง้ม และกลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือ ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรต้นแบบที่ได้นำระบบการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตไปใช้ ซึ่งครอบคลุมระบบและแอพพลิเคชั่นหลัก ได้แก่ การผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ แปลงพืชอาหาร การคำนวนสูตรอาหารต้นทุนต่ำ มาตรฐานอาหารปลอดภัย และโปรแกรมเตือนการทำวัคซีน ทั้งนี้ระบบข้างต้น ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตรายได้แก่เกษตรกร โครงการดังกล่าวมีผศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา จากมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมกับได้รั
