มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
วช. หนุนเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งเสริมชุมชนบ้านเสี้ยวน้อย จังหวัดชัยภูมิ ชู อัตลักษณ์เส้นไหม และภูมิปัญญาการผลิตเส้นไหม พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชนท่องเที่ยวไหมโบราณ บ้านเสี้ยวน้อย” นำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ส่งเสริมอาชีพ และรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดศูนย์วิจัยชุมชน “ชุมชนท่องเที่ยวไหมโบราณ บ้านเสี้ยวน้อย”จังหวัดชัยภูมิ โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมมอบป้ายศูนย์วิจัยชุมชน ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัย กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาค จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในชุมชนได้เข้าถึงงานวิจัย นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงเชื่อมโยงในการพัฒนาการประกอบอาชีพ และพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้มี
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายชาญชัย ศรศรีวิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ร่วมประชุมเตรียมการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน “อารยะศิลป์ ชัยภูมิ”พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ (เฮือนคำมุ) ณ ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านช้างในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน เป็นการดำเนินงานของ วช. ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความยั่งยืนในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชนและคุณภาพชีวิตให้กับท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน”ในภูมิภาคต่าง ๆโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชน หรือสังคม ได้เข้าถึงงานวิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปใช้งานได้จริง เชื่อมโยงพัฒนาการประกอบอาชีพ และวิถีชีวิตความเป็น
พริกเหลืองอินโด เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในท้องถิ่น โดยการแปรรูปทำเป็นเครื่องแกงปรุงอาหารชนิดต่างๆ รสชาติถูกปากของคนใต้และเพื่อนบ้านมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพราะดูได้จากกลุ่มลูกค้าผู้สั่งซื้อผลผลิตพริกเหลืองอินโดเข้ามาต่อเนื่องและมีความต้องการบริโภคทั้งปี พริก เป็นพืชผักทางเศรษฐกิจโลก เพื่อการบริโภคและใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ได้แก่อุตสาหกรรมอาหารทั้งคนและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ยาและเวชสำอาง จึงทำให้ความต้องการใช้พริกทั่วโลกจำนวนมาก มีการพัฒนาพันธุ์พริกหลากหลาย เพื่อใช้ประโยชน์แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศ ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตพริกในระดับต้นๆ ของโลก เป็นพริกเขตร้อน เช่น พริกขี้หนู พริกสวน พริกชี้ฟ้า พริกหนุ่ม ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศทั้งในรูปของพริกสด พริกแห้ง และพริกป่น รวมทั้งพริกแปรรูปต่างๆ ได้แก่ ซอสพริก พริกแกง น้ำพริก เป็นต้น พริก เป็นพืชวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมาก เป็นพืชที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาช้านาน และยังเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัวที่ปลูกกินเองได้ทุกครัวเรือน จะเห็นได้ว่าจะมี
ดอกดาวเรือง คนทั่วไปต่างรู้จักกันดี มีการปลูกจำหน่ายเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สดสวยอร่ามตา ด้วยคุณค่าของดอกดาวเรืองที่ถูกนำมาแปรรูปสู่นวัตกรรมอาหาร และได้นำสารสีจากดอกดาวเรืองอันมากล้นด้วยสรรพคุณ เมื่อนำมาใช้ต่อยอดอาชีพ จึงเป็นที่มาของ โครงการผลิต “ไข่สมุนไพรสารสกัดจากดอกดาวเรือง” ที่เพิ่มมูลค่าจากไข่ปกติ ได้ทั้งคุณค่าโภชนาการและได้อาหารเป็นยาไปพร้อมๆ กัน กระทั่งมีผู้สนใจเรียกซื้อหา ไข่สมุนไพรที่ใครๆ ก็อยากรับประทาน ไข่สมุนไพรสารสกัดจากดอกดาวเรือง เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตลาดเกษตรลอยฟ้าอำเภอบ้านแท่น ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพปลูกดอกดาวเรืองจำหน่ายดอกสด แต่เนื่องจากภาวะตลาดแปรปรวน อันเกิดจากผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงได้ร่วมกันหาวิธีแปรรูปเป็นสารสีผสมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ มีการนำกลีบดอกดาวเรืองสายพันธุ์ลูทีน ดอกสีส้มเข้ม ที่ได้จากการคัดสายพันธุ์ดาวเรืองที่มีปริมาณสารแซนโทฟิลล์สูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไป มาใช้เพื่อเติมสีในไข่แดงด้วยการผสมกับอาหารไก่ไข่ที่ได้จากวัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ ปลายข้าว ข้าวโพด มันเส้น กากถั่วเหลืองและใบกระถินที
