มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ “วิศวกรสังคม” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ ในการบ่มเพาะวิศวกรสังคมด้วยกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้โจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่ โดยอาศัยแนวทางกระบวนการ “วิศวกรสังคม” ที่ วช. สนับสนุนให้มีกระบวนการนำวิศวกรสังคมที่ผ่านการบ่มเพาะนำความรู้ไปพัฒนาพื้นที่ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ให้วิศวกรสังคมร่วมกันพัฒนาโจทย์และการปฏิบัติงานร่วมกับท้องถิ่นได้อย่างมีส่วนร่วม และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า โครงการ “บ่มเพาะเพื่อพัฒนาสังคมเชิงพื้นที่ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม” เป็นรูปแบบที่ช่วยให้ มรภ.อุดรธานี สามารถขับเคลื่อนพัฒนานักศึกษา และดำเนินงานเพื่อการพัฒนาชุมชนได้ตรงตามต้องการของชุมชนนั้นๆ โดยนำเอากระบวนการวิศวกรสังคมมาพัฒนานักศึกษาให้มีประสบการณ์และทักษะการทำงานจริงร่วมกับ
วช.หนุนทีมวิจัย ม.ราชภัฏอุดรธานี ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำสำหรับโคเนื้อและกระบือ เน้นใช้วัตถุดิบและเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรในแต่ละพื้นที่มาพัฒนาเป็นสูตรอาหาร ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ราคาแพงและทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า อาหารสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์ประสบความสำเร็จ โดยในกระบวนการเลี้ยงสัตว์พบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ประมาณ 70 % เกิดจากค่าอาหารสัตว์ ซึ่งในแต่ละปีประเทศไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นแหล่งโปรตีน ส่งผลให้ต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นเกษตรกรได้รับผลตอบแทนลดลง ดังนั้นการใช้ทรัพยากรอาหารสัตว์ที่มีในท้องถิ่นมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ จึงเป็นแนวทางในการลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงให้ทุนอุดหนุนภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2564 (การพัฒนาชุมชนพึ่งตนเองตามแนวทางพระราชดำริ) กั
นักพฤกษศาสตร์กรมอุทยาน-อ.ราชภัฏอุดรฯ ค้นพบ 2 พืชชนิดใหม่ของโลก สกุลกระพี้จั่นไทย “ม่วงราชสิริน” ที่ จ.ราชบุรี และ “ซ่อนแก้ว” ที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า นักพฤกษศาสตร์สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ถั่ว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ค้นพบพืชชนิดใหม่ 2 ชนิด ในสกุลกระพี้จั่น (Millettia) จากประเทศไทย คือ ม่วงราชสิริน (Millettia sirindhorniana Mattapha, Thanant., Kaewmuan & Suddee) เป็นพืชนามพระราชทาน และ ซ่อนแก้ว (Millettia tomentosa Mattapha & Tetsana) ได้ตีพิมพ์ตามกฎเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 50(2) หน้าที่ : 89–99 ปี พ.ศ. 2565 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ThaiForestBulletin/issue/current นายสไว มัฐผา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้เชี่ยวชาญ พรรณไม้วงศ์ถั่ว (Fabaceae) ของไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ นายธีรวัฒน์ ทะนันไธสง น.ส.อนุสรา แก้วเหมือน และนายสมราน ส
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ โดยเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมและภูมิปัญญาในการพัฒนาสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคบนพื้นฐานการทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยในส่วนของจังหวัดอุดรธานี ปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) โดยให้การสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ภายใต้แผนบูรณาการวิจัยการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจังหวัดอุดรธานี และหนองบัวลำภู การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อชุมชนยั่งยืน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การแปรรูปอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวิส
ประเทศไทย กำลังก้าวข้ามการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก พัฒนาสู่การเกษตรยุคใหม่ ที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการแบบ Smart Farming รวมทั้งนวัตกรรม เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เข้ามาช่วยพัฒนาการผลิตให้มีต้นทุนต่ำลงและได้ผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมากขึ้น สอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา “เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา” เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทยที่ช่วยแก้ปัญหาภาคการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา เป็นผลงานของ น.ส. พนิดา พวงบุบผา และ น.ส. ประภาภรณ์ ธรรมชาติ สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานครสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เกิดจากนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราเพื่อการส่งออก ในพื้นที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี พบว่า มีปัญหาในการคัดสิ่งแปลกปลอม และใบที่ไม่ได้มาตรฐานออก และไม่ได้สวมแบบชุดยูนิฟอร์มที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้เส้นผมและสิ่งต่างๆ ตกลงไป และทำให้เกิดความล่าช้าในกา
นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า โครงการ “เกษตรปลอดภัย” ในจังหวัดมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันเกิดกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรปลอดภัยแล้ว 15 กลุ่ม ในภาคอีสานตอนบนตามเป้าหมาย ครอบคลุมอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำพู เลย และบึงกาฬ ภายใต้โครงการดังกล่าวที่มุ่งผลิตอาหารปลอดภัยให้ได้อย่างกว้างขวาง บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ก็ได้เข้าร่วมด้วย โดยการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาผลิตข้าวและปลูกผักปลอดภัยเพื่อป้อนตลาดที่มีความต้องการสูง นางหม่วย ดอนศรีโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูธารา กล่าวว่า บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่ต้นแบบของโครงการปิดทองหลังพระ ที่เข้ามาพัฒนาต่อยอดอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ทั้งปี นอกจากนี้ ยังประสานงานให้หน่วยงานราชการมาให้ความรู้ สอนอาชีพด้านต่างๆ ตามความสนใจของเกษตรกร บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม มีวิสาหกิจกลุ่มโรงสีข้าวร่วมกันผลิตข้าวปลอดภัยเพื่อจำหน่ายในตลาดนัดเกษตรปลอดภัย ซึ่งต่อมา นายวัฒนา พุฒิชาติ ได้เปิดนโยบายให้โรงพยาบาลเป็นแหล่ง
