มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
“ใยนุ่น” หรือ Kapok Fiber เส้นใยธรรมชาติสีขาวนวลที่หลายคนคุ้นเคยในฐานะวัสดุยัดไส้หมอนหรือที่นอน กำลังถูกยกระดับสู่บทบาทใหม่ในโลกวัสดุนวัตกรรม หลังนักวิจัยไทยค้นพบและพัฒนา ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเส้นใยชนิดนี้ จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ในลักษณะ “แผ่นนุ่น” ที่ใช้งานได้หลากหลายและตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของใยนุ่น ทั้งน้ำหนักเบา นุ่มฟู ให้ความอบอุ่น กันน้ำ ลอยน้ำได้ และเป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้เส้นใยชนิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของใช้ในครัวเรือนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วัสดุชีวภาพทางเลือก” ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล ผลงาน “นวัตกรรมแผ่นนุ่น” ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นทำความสะอาดผิวหน้า แผ่นดูดซับน้ำมันในครัวเรือน แผ่นดูดซับน้ำมันชนิดทนไฟ ไปจนถึงแผ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรคในหน้ากากอนามัย โดยทั้งหมดเป็นผลงานของนักวิจัยไทยที่ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูลวัสดุระดับโลก Material ConneXion นครนิวยอร์ก ในปี 2568 และถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก นวัตกรรมดังกล่าวถูกจัดแสดงภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจัด “พิธีส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการส่งมอบ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีหัวหน้าโครงการ กล่าวรายงาน นายธนรัตน์ แปงใจ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ กล่าวต้อนรับ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วมพิธี ณ บ้านห้วยขึม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า นวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชนเป็นผลงานต่อเนื่องจากแผนงานวิจัยมุ่งเป้า PM 2.5 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อนำองค์ความรู้ด้าน ววน. มาใช้แก้ปัญหาการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สามารถแปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของไบโอชาร์ ช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและชุมชน ควบคู่กับการลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ราชบุรี เดินหน้าพัฒนาสถานีวิจัยและศูนย์เรียนรู้การตรวจวัดคาร์บอน พร้อมเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักศึกษา หน่วยงานรัฐ และชุมชนในจังหวัดราชบุรี นำข้อมูลวิจัยระยะยาวกว่า 10 ปีสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายประเทศด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero อย่างมีคุณภาพ รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) เปิดเผยว่า สถานีแห่งนี้พัฒนามาจาก “หอคอยตรวจวัดคาร์บอน” ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Eddy Covariance โดยหอคอยสูง 20 เมตรกลางผืนป่าแห่งนี้บันทึกข้อมูลสำคัญทั้งคาร์บอน น้ำ อุณหภูมิ และความชื้น เพื่อใช้ติดตามการปล่อยและการกักเก็บคาร์บอนของป่าเต็งรังในพื้นที่ มจธ.ราชบุรี อาจารย์อำนาจกล่าวว่า ระบบนิเวศป่านั้น “มีชีวิต” และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หอคอยแห่งนี้เป็นเสมือนตาและหูของนักวิทยาศาสตร์ในการเฝ้ามองและรับฟัง “ลมหายใจของป่าเต็งรัง” เพื่อติดตามว่าแต่ละวัน แต่ละช่วงชีวิตของป่า มีการตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่วนการตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีนี้ก็เปรียบได้กับกา
แม้รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2568 จะชี้ให้เห็นว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสร้างมูลค่ามากกว่า 25,500 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ที่กำลังทำให้อุตสาหกรรมสั่นคลอน นั่นคือเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยที่ต้องทำงานหนักเกินกำลัง ตั้งแต่ตื่นกลางดึกไปเปิดเครื่องตีน้ำ ตรวจคุณภาพน้ำในบ่อซ้ำๆ ไปจนถึงการให้อาหารลูกปลาทุกสามชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด แต่การทำงานหนักเช่นนี้ไม่ได้การันตีถึงผลผลิตที่แน่นอน เกษตรกรหลายรายต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า “โชค” เพื่อให้ปลาในบ่อรอดชีวิต ความเหนื่อยล้าและความเสี่ยงต่อสุขภาพทำให้คนรุ่นเก่าหลายคนเริ่มถอยออกจากอาชีพที่ทำมาทั้งชีวิต ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากก้าวเข้ามารับช่วงต่อ ทั้งที่งานนี้เป็นอาชีพสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจชุมชนตลอดมา ท่ามกลางความท้าทายนี้ นักศึกษาสาวทีม “Teletubbies” จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วย ชัญญาภัค ทรัพย์สวัสดิ์กุล (หัวหน้าทีม), อนัญญา อุจจธรรมรัตน์, นันท์นภัส นันทพรนิรชา และ ณัชณศา เลิศมหากูล ได้ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการพัฒนาผลงาน “นวัตกรรมที
ภาพหลุมยุบขนาดใหญ่บริเวณใจกลางกรุงเทพฯ ยังเป็นภาพจำที่หลายคนตื่นตระหนก จนเกิดคำถามสำคัญว่านี่คืออุบัติเหตุเฉพาะจุด หรือคือสัญญาณเตือนถึงปัญหาระดับโครงสร้างภายใต้พื้นดินทั่วกรุงเทพมหานคร คำตอบกำลังถูกเปิดเผยด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ จากความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยภาควิชาวิศวกรรมโยธา และ Ehime University ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำมาสู่การเผยแพร่ “มาตรฐานการสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของประเทศไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนการรับมือจาก “การซ่อมหลังถล่ม” (Reactive Maintenance) ไปสู่ “การป้องกันเชิงรุก” (Predictive Maintenance) ด้วยข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ท่ามกลางความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์หลุมยุบ ศาสตราจารย์วรัช ก้องกิจกุล จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. หัวหน้าทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น ได้ให้มุมมองที่ช่วยลดความหวาดกลัวว่า “โพรงใต้ดิน” เป็นความปกติที่ป้องกันได้ โพรงใต้ดินมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างสาธารณูปโภคใต้ดิน เช่น ท่อระบายน้ำหรือท่อประปาที่แตกร้าว รั่วซึม หรือมีรอยต่อไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อที่ชำรุดเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน กลไกนี้ย
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน ด้วยการเข้าร่วมงาน ASIA Sustainable Energy Week 2025 (ASEW 2025) มหกรรมพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติระดับภูมิภาคเอเชีย ด้านพลังงานทดแทนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ASEW 2025 ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ องค์กร และเครือข่ายด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาด มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมพลังงานสะอาดของภูมิภาค การเข้าร่วมของ มจธ. ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมอันโดดเด่น แต่ยังสะท
