News

เปิดศักยภาพ “ใยนุ่น” วัสดุธรรมชาติไทย สู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยั่งยืนระดับสากล

“ใยนุ่น” หรือ Kapok Fiber เส้นใยธรรมชาติสีขาวนวลที่หลายคนคุ้นเคยในฐานะวัสดุยัดไส้หมอนหรือที่นอน กำลังถูกยกระดับสู่บทบาทใหม่ในโลกวัสดุนวัตกรรม หลังนักวิจัยไทยค้นพบและพัฒนา ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเส้นใยชนิดนี้ จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ในลักษณะ “แผ่นนุ่น” ที่ใช้งานได้หลากหลายและตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่

ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของใยนุ่น ทั้งน้ำหนักเบา นุ่มฟู ให้ความอบอุ่น กันน้ำ ลอยน้ำได้ และเป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้เส้นใยชนิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของใช้ในครัวเรือนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วัสดุชีวภาพทางเลือก” ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล

ผลงาน “นวัตกรรมแผ่นนุ่น” ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นทำความสะอาดผิวหน้า แผ่นดูดซับน้ำมันในครัวเรือน แผ่นดูดซับน้ำมันชนิดทนไฟ ไปจนถึงแผ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรคในหน้ากากอนามัย โดยทั้งหมดเป็นผลงานของนักวิจัยไทยที่ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูลวัสดุระดับโลก Material ConneXion นครนิวยอร์ก ในปี 2568 และถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก

นวัตกรรมดังกล่าวถูกจัดแสดงภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ่มวัสดุชีวภาพ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ ผ่านนิทรรศการ Material Submission Showcase from Local to Global ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เห็นศักยภาพของวัสดุไทยที่สามารถ “ไปไกลระดับโลก” ได้อย่างเป็นรูปธรรม


ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้มาจากคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้เส้นใยธรรมชาติอย่างนุ่น ซึ่งมีลักษณะเส้นใยสั้น สามารถขึ้นรูปเป็นแผ่นได้เหมือนวัสดุสิ่งทอชนิดอื่น

“ข้อจำกัดของนุ่นคือเส้นใยสั้น ไม่สามารถทอเป็นผ้าหรือขึ้นรูปแบบฝ้ายได้ ทำให้ถูกจำกัดการใช้งานมาโดยตลอด โจทย์ของเราคือการปลดล็อกข้อจำกัดนี้ และทำให้นุ่นสามารถใช้งานในรูปแบบใหม่ได้จริง” 

ความก้าวหน้าสำคัญของงานวิจัย คือ การพัฒนาเทคนิคทำให้นุ่นยึดเกาะกันเองได้โดยไม่ใช้กาว ผ่านกระบวนการละลายผนังเซลล์บางส่วนให้เกิดคุณสมบัติกาวธรรมชาติ (Self-adhesive) ส่งผลให้เส้นใยรวมตัวเป็นแผ่นได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีปรับสภาพผิว (Surface Modification) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะทางให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท

ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พัฒนาขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ตั้งแต่ “แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า” ที่เคลือบสารซิงค์อะซิเตตเพื่อยับยั้งแบคทีเรีย เหมาะกับผู้มีผิวแพ้ง่าย และยังคว้ารางวัลจากเวที Cosmetic Victory Valley ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปจนถึง “แผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันในครัวเรือน” ที่ช่วยลดการใช้น้ำและสารเคมี และ “แผ่นนุ่นทนไฟ” ที่ลดควันและเขม่าจากการประกอบอาหาร

ขณะเดียวกันแผ่นนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค ยังถูกพัฒนาเพื่อต่อยอดเป็นวัสดุหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเด็กที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างใบหน้า เช่น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ สะท้อนการนำงานวิจัยไปเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและสุขภาพ

มากไปกว่านั้น งานวิจัยนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เช่น จังหวัดน่าน ผ่านแนวคิดการส่งเสริม “ป่านุ่น” แทนพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอย่างยูคาลิปตัส เนื่องจากนุ่นเป็นพืชโตเร็ว ปลูกง่าย ไม่ต้องพึ่งสารเคมี มีระบบรากช่วยยึดหน้าดิน และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุกปี

ในอดีตประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกใยนุ่นอันดับหนึ่งของโลก และปัจจุบันยังมีความต้องการในตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ซึ่งหากสามารถยกระดับนุ่นสู่การเป็นวัสดุนวัตกรรมได้ ก็จะช่วยปลุกอุตสาหกรรมเดิมให้กลับมามีมูลค่าอีกครั้ง

“ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้แทนเส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน ที่ก่อปัญหาไมโครพลาสติก จึงเป็นทิศทางสำคัญ งานวิจัยนี้จึงตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ยิ่งใช้มาก ก็ยิ่งกระตุ้นการปลูกนุ่น และช่วยฟื้นระบบนิเวศ” 

ในวันที่โลกกำลังมองหาวัสดุทางเลือก “ใยนุ่นไทย” อาจไม่ใช่แค่ของเก่าในความทรงจำอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของอนาคต ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Related Posts