มันแกวบรบือ
“มันแกวบรบือ” พืชสร้างรายได้อีกหนึ่งชนิดของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 2563 พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่การเป็นสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2567 ระบุว่า มันแกวบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ปลูก 2,175 ไร่ ผลผลิตรวม 4,458.30 ตัน แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอบรบือ และอำเภอกุดรัง ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เพาะปลูก จำนวน 277 ราย โดยมีเกษตรกรจำนวน 54 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจรับรองแปลงเพาะปลูกเพื่อให้มีสิทธินำตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบที่กำหนด การปลูก นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า มันแกวบรบือสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หลังจากปลูก 90 – 120 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 รอบหลัก ๆ ได้แก่ รอบแรก ปลูกช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะจำ
มันแกว เป็นพืชตระกูลถั่ว ไม่ชอบดินชื้นแฉะ เติบโตได้ดีในพื้นที่ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนปนทราย ดินทราย ปัจจุบันพบมีการปลูกเกือบทั่วประเทศ มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในภาคกลาง ได้แก่ สระบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองคาย นครพนม ส่วนภาคอื่นมีปลูกน้อย ปัจจุบัน มันแกว เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกมากในแผ่นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเรียกมันแกวในภาษาอีสานว่า “มันเพา” พืชชนิดนี้เป็นไม้เถาเลื้อยพัน มีหัวใต้ดิน เป็นรากสะสมอาหาร ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ดอกช่อกระจะ ออกเดี่ยวๆ ที่ซอกใบ มีขนสีน้ำตาล กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน รูปดอกถั่ว ผลเป็นฝัก รูปขอบขนาน แบน มีขน เมล็ดมี 4-9 เมล็ด ชาวอีสานนิยมปลูกมันแกวเป็นพืชเสริมรายได้หลังหมดฤดูทำนา เพราะใช้ระยะเวลาปลูกดูแลสั้นๆ เพียงแค่ 90 วัน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว กล่าวกันว่า เป็นมันแกวที่ให้รสชาติหวาน กรอบ อร่อยที่สุด คือ มันแกว ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เรียกกันติดปากว่า “มันแกวบรบือ” เนื่องจากเป็นมันแกวที่ปลูกได้จากอำเภอบรบือ ที่ผ่านมา กลุ่ม OTOP ของจังหวัดมหาสารคาม ได้แปรรูปมั
ย้อนไปในยุคเก่าก่อน ช่วงที่ตระเวนสอบเรียนต่อ และหางานทำ เดือนมีนาคม-เมษายน การเดินทางส่วนใหญ่มักได้นั่งรถแดง หมายถึงรถบัสสีแดง สีส้ม ไม่มีแอร์ อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่มจักเต็ม แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผ่านอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม นอกจากข้าวเหนียวและไก่ย่าง ที่แม่ค้ามานำเสนอให้ซื้อริมหน้าต่างรถแล้ว ยังมีมันแกว ลองซื้อชิม ปรากฏว่า อิ่มท้อง แถมความหิวกระหายเบาบางลง เวลาผ่านไป พบว่า มันแกวบรบือยังมีขายอยู่ แต่เขานำมาขายตามแผง ริมถนนบ้านไผ่-บรบือ มีบางส่วนที่นำมาขายริมถนนขอนแก่น-นครราชสีมา ไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าใครคือคนแรกที่นำมันแกวเข้าไปปลูกในเขตบรบือ แต่คนเฒ่าคนแก่ ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม บอกว่า มีการปลูกมันแกวมานานกว่า 40 ปีแล้ว เดิมทีเขาปลูกอยู่รอยต่อระหว่างอำเภอกุดรังกับอำเภอบรบือ แต่ทุกวันนี้ บรบือปลูกมากที่สุด รวมแล้วราว 2,500 ไร่ วิธีการปลูกมันแกวของชาวบ้านที่นี่ คล้ายกับการปลูกผัก คือยกร่อง แล้วนำเมล็ดมันแกว ปักหรือเหน็บลงไปที่ดิน ระหว่างแถว 15 เซนติเมตร ระหว่างต้น 5 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 14 กิโลกรัม ราคากิโลกรัม
มันแกว (yam bean หรือ jicama) เป็นพืชผักตระกูลถั่ว ประเภทรากสะสมอาหาร มีถิ่นกำเนิดจาก Mexican peninsula มันแกว เป็นพืชอาหารที่สำคัญของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แถบแคริบเบียน และหลายพื้นที่ของทวีปเอเชียมาเป็นเวลาหลายพันปี หัวมันแกวสดมีความฉ่ำ กรอบ สดชื่นเหมือนเนื้อผลไม้ ทั้งช่วยดับร้อนในร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะในเนื้อมันแกว 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำถึง 90.5 กรัม สำหรับในประเทศไทย มันแกว เป็นพืชที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับหัวแก่นตะวัน ตลอดจนรูปแบบการนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคยังมีน้อย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รู้จักบริโภคหัวมันแกวแบบสดมากกว่า คือนำมาประกอบเป็นอาหาร และนิยมบริโภคหัวมันแกวสดเช่นเดียวกับการบริโภคผลไม้อื่นๆ โดยหัวมันแกวประกอบไปด้วย ความชื้น 82.38% โปรตีน 1.47% ไขมัน 0.09% แป้ง 9.72% น้ำตาล 2.17% วิตามิน บี1 0.5 มิลลิกรัม วิตามิน บี2 0.02 มิลลิกรัม วิตามินซี 14 มิลลิกรัม แคลเซียม 16 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก 1.13 มิลลิกรัม (ต่อ 100 กรัม) จากประโยชน์ของมันแกวจะเห็นได้ว่า มันแกว เป็นพืชอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ ในประเทศไทยการบริโภคมันแกวในลักษณะของเครื่องดื่มยังน้อย
