มาเลเซีย
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มาเลเซียส่งหนังสืออนุมัติให้ผู้ประกอบการไทย 4 รายส่ง เนื้อและชิ้นส่วนสุกรแช่เย็น–แช่แข็ง ไปมาเลเซียได้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดมูลค่าส่งออกตลาดมาเลเซียประมาณ 4,000 ล้านบาทในปี 2569 ความสำเร็จในการเปิดตลาดครั้ง เป็นผลจากนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะเจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นและเนื้อสุกรแช่แข็งกับมาเลเซีย และได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยผ่านกระบวนการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ฝ่ายมาเลเซีย ซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบการผลิตปศุสัตว์ไทยในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร และการควบคุมคุณภาพที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า ผลจากการเปิดตลาดส่งออกมาเลเซียครั้งนี้จะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน จากที่ได้เคยมีการคาดการณ์ปริมาณการผลิตหมูในปี 2569 ของไทยว่าจะมีผลผลิต 24.29 ล้านตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมี 23.49 ล้านตัว ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาหมูของไทยได้
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเทศไทย และ กระทรวงการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ (Ministry of Plantation and Commodities) โดย Malaysian Rubber Board (MRB) ประเทศมาเลเซีย ลงนามความร่วมมือในเวทีการประชุมระดับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้ยั่งยืน ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผู้นำรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซีย มีนโยบายในการพัฒนาด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในด้านยางพารา ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก และประเทศมาเลเซียเป็นผู้นำในการผลิตอุตสาหกรรมถุงมือยางและส่งออกในตลาดโลก เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมยางพาราของทั้งสองประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย และกระทรวงการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ (Ministry of Plantation and Commodities) โดย Malaysian Rubber Board (MRB) ได้มีการเจรจาและดำเนินการลงนามความร่วมมือการพัฒนาอุ
สิงคโปร์กับมาเลเซียนั้นมีความสัมพันธ์แบบตบจูบมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ทั้งสองประเทศได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อราว 60 ปีก่อน อังกฤษมัดรวมสองประเทศนี้เข้าด้วยกันแล้วโยนให้ไปอยู่ด้วยกัน (เหมือนที่จับพม่ามัดรวม อินเดียกับปากีสถานมัดรวม และอีกหลายประเทศในแอฟริกามัดรวม) ไปหาทางสร้างเป็นประเทศใหม่ขึ้นมากันเอง เรียกว่าสหพันธรัฐมลายา ใช้เวลาสองสามปี ก็แพแตก มาเลเซียไล่ให้สิงคโปร์ไปตั้งประเทศตัวเอง ไม่ยอมให้อยู่ด้วย เพราะสิงคโปร์มีคนจีนเยอะ มาเลเซียไม่ไว้ใจ ไม่อยากให้อยู่ร่วมกับชนชาติมุสลิมของตนเอง และตอนนั้นสิงคโปร์ก็เป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีทรัพยากร ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นบ้านเมืองที่เจริญเติบโตขึ้นมาได้ มาเลเซียไม่อยากต้องเลี้ยงดูอุ้มชูสิงคโปร์ ไม่อยากมีภาระ วันที่มาเลเซียอัปเปหิสิงคโปร์ออกมาจากประเทศที่กำลังจะก่อร่างสร้างตัวใหม่นั้น ลีกวนยูนักการเมืองสำคัญของสิงคโปร์ ผู้นำการเจรจาก็ต้องแถลงข่าวรันทดนี้ให้คนสิงคโปร์รับรู้ เขาพูดแล้วสะอื้นติดที่ลำคอ แล้วเขาก็ร้องไห้ สิงคโปร์ทั้งประเทศหลั่งน้ำตา พวกเขาไม่มีที่ไป ไม่มีใคร กระทั่งมาเลเซียจะรู้ว่า 40 ปีให้หลัง สิงคโปร์ภายใต้การนำของลีกวนยิว จะกลายเป็นประเทศเจ
ดร.อาณัติ หาทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะนักวิชาการ ศทร. ได้เดินทางไปจัดโปรแกรมอบรมด้านมาตรฐานการทดสอบและการวิจัยพัฒนาระบบรางให้แก่หน่วยงานสถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งชาติมาเลเซีย – Construction Research Institute of Malaysia (CREAM) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการจัดโปรแกรมอบรมในครั้งนี้ ศทร. วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในหัวข้อ ด้านมาตรฐานและการทดสอบชิ้นส่วนงานทางรถไฟ เช่น หมอนคอนกรีตอัดแรง เครื่องยึดเหนี่ยวราง ฯลฯ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วว. และ CREAM ซึ่ง CREAM ต้องการหน่วยงานเชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้การอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในสังกัดและขยายงานทดสอบให้มากขึ้น รวมทั้งปฏิบัติงานทดสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล เช่น ISO 17025 เป็นต้น โปรแกรมการอบรมดังกล่าว ประกอบด้วยภาคบรรยายและภาคปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการทดสอบงานโครงสร้างของ CREAM โดย ดร.อาณัติ บรรยายให้ความรู้เกี่ยว
นายขจรจักษณ์ นวลพรมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ กยท. ได้เร่งประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลา ผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา สถานกงสุลมาเลเซีย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงความมั่นคงของมาเลเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ทางรัฐบาลมาเลเซียอนุญาตเปิดด่านนำเข้ายางพาราจากประเทศไทย ผลล่าสุดทางประเทศมาเลเซียได้ตอบตกลงให้มีการเปิดด่านปาดังเบซาร์ ด่านขนส่งทางรถไฟเพิ่ม โดยจะเริ่มเปิดด่านในวันที่ 6 เมษายน 2563 นี้ ซึ่งในแต่ละเที่ยวรถไฟประเทศไทยจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ประจำรถไฟ จำนวน 19 คน เพื่อดูแลตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่จะนำเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย และต้องผ่านการตรวจคัดกรองของประเทศมาเลเซียทุกครั้ง สุดท้ายนี้ กยท. คาดหวังให้พี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา มีช่องทางการส่งออกยางพาราเพิ่มขึ้น ภายใต้สถานการณ์วิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ในขณะนี้ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องราคายาง และตลาดการส่งออกยาง ซึ่ง กยท. ขอเป็นกำลังใจ และพร้อมจะเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ผ่านวิกฤตคร
อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ตอนกลางของจังหวัดยะลา ชื่อของอำเภอ เป็นภาษามลายูปัตตานี มีความหมายว่า ที่นาที่มองเห็นต้นมะปราง ผนวกกับคำขวัญของอำเภอบันนังสตา ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ถิ่นนามะปราง” นั่นอาจจะหมายถึง ในอดีตมีต้นมะปรางอยู่กลางท้องนามาก เป็นที่เข้าใจของคนในท้องถิ่นว่ามีต้นมะปรางและมีท้องนา อันเป็นอาชีพของเกษตรกรที่นี่ อย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก การบริโภคแพะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวไทยมุสลิม เพราะใช้ประกอบในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ทำให้อัตราการบริโภคแพะ การซื้อขายแพะในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงมีสูง ก่อนหน้านี้ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด สวนยางพารา เป็นพืชไร่มากกว่าพืชสวนและท้องนา รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ที่ผ่านมาก็มีเพียงรายเล็กๆ เท่านั้น เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ประสบปัญหาทำการเกษตรแล้วขาดทุน จึงเริ่มมองหาอาชีพอื่น เพื่อเสริมรายได้อีกทาง เล็งเห็นว่าตลาดแพะมีความต้องการสูง จึงขอคำปรึกษาไปยังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยะลา และได้รั
สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า Saifuddin Nasution Ismail รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภายในและกิจการผู้บริโภคมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียอยู่ระหว่างพิจารณาการจำกัด หรือระงับการส่งออกไข่ไก่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีไข่ไก่เพียงพอต่อตลาดในประเทศ รมว. กระทรวงการคค้าภายในฯ เปิดเผยในการแถลงข่าวการประชุมประจำเดือนของกระทรวง ว่า กระทรวงกำลังตรวจสอบว่า มีการร่วมมือกันกำหนดราคาทำให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวขึ้นทุกสัปดาห์ในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ โดยตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคมากมายทั้งในปีนัง ซาราวัก และปูตราจายา เกี่ยวกับราคาไข่ไก่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา “ในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ย. ราคาไข่ไก่ เกรด A ในปูตราจายานั้นเพิ่มขึ้นจาก 3.98 ริงกิต (ไข่ 10 ฟอง) เป็น 5.11 ริงกิต ส่วนในสัปดาห์ที่สามของเดือนราคาไข่ปรับลดลงเหลือ 4.04 ริงกิต และหลังจากนั้นก็อยู่ที่ราวๆ 4 ริงกิต” รมว. กระทรวงการค้าภายในฯ ยังระบุว่า ผู้ประกอบการและผู้ค้าส่งให้เหตุผลที่ราคาไข่ไก่ขึ้นนั้น มาจากด้านสภาพอากาศ ค่าเงิน ต้นทุนของอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้เลี้ยงไก่ด้วย ทั้งนี้ กระ
