ยางพาราไทย
ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมยางพาราไทย ปัญหาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการผลิตกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและมูลค่าของยางในภาพรวม “กลิ่น” จากยางก้อนถ้วย คือหนึ่งในโจทย์ที่ทั้งเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน แม้จะดูเป็นเรื่องปลายทาง แต่แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหานี้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกในสวนยาง และค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นตามเส้นทางการผลิตจนถึงโรงงาน เมื่อความต้องการยางคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์ การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยและนวัตกรรมจึงถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ไม่เพียงลดผลกระทบ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน คุณฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโส จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายให้เห็นภาพของกระบวนการผลิตยางพาราในระดับต้นน้ำว่า หลังจากการกรีดน้ำยางจากต้น เกษตรกรจะนำน้ำกรดหยอดลงไปในน้ำยางที่ในจอ เพื่อเร่งให้ยางจับตัวเป็นก้อน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำซ้ำประมาณ 4–5 ครั้ง หรือที่เรียกว่า
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ณ โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำโดย นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร กล่าวต้อนรับในการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หัวข้อ “โอกาส ความท้าทายและแนวทางแก้ไขร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า” เพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจ ความพร้อม และมุมมองต่อกฎหมาย EUDR ในภาคส่วนยางพาราของประเทศไทย นายโกศล กล่าวว่า ทั่วโลกมีความตระหนักและความกังวล ในแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับตัวให้ทัน จึงใช้โอกาสนี้หารือร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ดังนั้น การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นเวทีที่มีประโยชน์สำหรับภาคเอกชนและภาครัฐในการระบุปัญหาและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการทำลายป่า ซึ่งหวังว่าความรู้และความเข้าใจใหม่ๆ ที่ได้รับจากวิทยากร ทีมงานของ GIZ ในครั้งนี้ จะสามารถนำไปปรับปรุงโมเดลของอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบในอนาคตได้อ
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ที่ ‘ยางพาราไทย’ ครองตำแหน่งวัตถุดิบส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง ทว่าเส้นทางการครองแชมป์นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อันเนื่องมาจากปัจจัยภายใน-ภายนอก ทั้งสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ อุปสงค์และอุปทานไม่ได้สัดส่วน ราคายางที่มีการผันผวนอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการทำสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ที่อ้างอิงราคาจากตลาดยางต่างประเทศเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานะองค์กรกลางที่มุ่งบริหารจัดการยางพาราของไทยทั้งระบบให้เกิดความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ตอกย้ำพันธกิจเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราของไทย ทั้งยังเสริมสร้างให้เกษตรกรมีกำไรมั่งคง เข้มแข็ง ยั่งยืน ด้วยการผนึกกำลัง บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX โดยร่วมกำหนดวิธีคิด-คำนวณราคาอ้างอิง (Rubber Reference Price) ใช้ในการซื้อขายยางของไทยให้มีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. เผยว่า ปัญหาหลักที่พบในปัจจุบันคือ ราคาอ้างอิงถูกรวบรวมข้อมูลจากตลาดกลางยางพาราทั้ง 8 แห่ง ส่งผลให้ผู้ซื้อ ผู้จำหน่าย รวมถึงผู้บริโภคเกิดข้อสงสัย นำมาสู่คำถามที
22 ตุลาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานแถลงข่าว จับตาวิกฤตยางพาราไทย : ยางและไม้ยางพาราไทยกับการถูกกีดกันทางการค้าด้วย “มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 15 สกสว. เพื่อสรุปสถานการณ์ของยางพาราไทยในปัจจุบันและนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาหลังไทยถูกกีดกันทางการค้า ด้วย “มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี” ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สืบเนื่องจากชาวสวนยางพาราไทยได้ประสบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างมากมาเป็นเวลานาน มากกว่า 5 ปี ทำให้ชาวสวนยางและคนกรีดยางได้รับความเดือดร้อนมาก ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด อาทิ การนำยางพารามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆ การทำถนน โดยการนำยางพารามาผสมกับยางมะตอย และนำยางพาราไปผสมกับดินเพื่อทำถนน ทำให้เกิดนโยบาย “โครงการ 1 ตำบล ทำถนนยางพารา 1 กิโลเมตร” รวมทั้งการหาตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ได้แก่ ตลาดอินเดีย แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้ โดยมาตรการล่าสุดที่รัฐบาลแก้ปัญหาคือการประกันราคายาง เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 256
