ระบบอินทรีย์
ข้าวไทย เป็นอีกหนึ่งสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ เพราะจะเห็นได้ว่าการทำนาในบ้านเรามีการทำกันมาอย่างยาวนาน มีการปรับปรุงการทำนาและการวิจัยพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในบ้านเราสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้อยู่เสมอ โดยตลาดต่างประเทศมีความต้องการผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวนุ่ม ข้าวหอมมะลิ และข้าวที่ปลูกในระบบอินทรีย์ ที่ประเทศไทยสามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ คุณสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมวัชพืชและกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว ตลอดจนถึงสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย คุณคารมย์ ขุนหล้า ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด เปิดเผยต่อว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรใน
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2563 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ บริษัท ไทยคานาบีส จำกัด ได้มีพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อร่วมวิจัยทดสอบสายพันธุ์เฮมพ์ในประเทศไทย โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ ดร. วิโรจน์ สุ่มใหญ่ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยคานาบิส จำกัด พร้อมด้วย นางสุกัลยา แลนด์ กรรมการบริษัท ไทยคานาบิส จำกัด เป็นผู้แทนลงนามของทั้งสองฝ่าย และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศาสตราจารย์ ดร. อานัฐ ตันโช หัวหน้าโครงการวิจัยฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายดอน แลนด์ นายสิโรตม์ ชูติวัตร กรรมการบริษัท ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมพวงแสด ชั้น 2 อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โครงการทดสอบสายพันธุ์เฮมพ์ (Hemp) เพื่อหาปริมาณสารสำคัญ THC และ CBD ด้วยการปลูกในระบบอินทรีย์ เป็นโครงการที่จะดำเนินงาน ร่วมกันศึกษาวิจัยและคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์เฮมพ์ (Hemp) หรือมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis SivaLsbsp. Sativa ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตในประเทศไทย และมีปริมาณสารสำคัญ THC และ CBD ในปริมาณที่เหมาะสมต่อกา
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จัดงานโดยกรมการข้าว ในงานมี “กลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้” มาออกร้านแนะนำผลิตภัณฑ์ จากการพูดคุยถึงที่มาที่ไปน่าสนใจเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้น ชาวบ้านเห็นว่า คุณสมภพ ลุนาบุตร ปลูกอินทผลัมกินผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 500 บาท ต่างจากข้าวหอมมะลิ บางปีกิโลกรัมละ 6-8 บาท จึงอยากให้ข้าวราคาดีบ้าง โดยตั้งเป้าแปรรูปข้าวจำหน่าย คุณสมภพ หนึ่งในแกนนำการก่อตั้งกลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ เล่าถึงข้อมูลประวัติความเป็นมาตลอดจนการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารว่า กลุ่มตั้งขึ้นเพื่อความอยู่รอดของชาวนาและเกษตรกรในพื้นที่ ผลผลิตที่ได้จากพื้นที่ทำการเกษตรของสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิเป็นหลัก โดยลักษณะเด่นทั่วไปของข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้นั้นเหมาะสำหรับใช้บริโภคหรือแปรรูป เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีความหอมนุ่ม เมล็ดข้าวสวยงามมีลักษณะที่เรียวยาว ข้าวตราเพชรทุ่ง นุ่มหอม “ข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวหอมมะลิที่ผลิตภายใต้ชื่อ “เพชรทุ่ง” เป็นข้าวหอมมะลิท
