วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. ร่วมกิจกรรม “Waste to WOWWW : เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็น Best Product” ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับขีดความสามารถขององค์กรภายใต้ Innovation Lab ปีบัญชี 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากของเหลือใช้ใน ภาคเกษตร อาทิ แกลบ ฟางข้าว ซังข้าวโพด เปลือกไผ่ และวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ใหม่ได้จริงทั้งในภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือนำไปจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนเมือง เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้บรรยายและสาธิตผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ (Waste Product) ที่ใช้งานได้จริง ก่อนจะขยายผลไปสู่ชุมชนนำร่องในฝ่ายกิจการสาขาภาคของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ธนาคารในการส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรและชุมชนภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อมุ่งสู่ควา
จากงานวิจัยพบว่า “เปลือกกล้วย” ไม่ได้มีคุณค่าและประโยชน์ด้านความงาม หรือใช้เป็น “ปุ๋ย” สำหรับต้นไม้เท่านั้น แต่เปลือกกล้วยยังนำมาเพิ่มคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำเป็นขนมกินเล่นอย่างข้าวเกรียบที่มีรสอร่อยได้อีกด้วย ถือเป็นงานวิจัยที่จับต้องได้จากสาขาคหกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยนำเปลือกกล้วยที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างคุณค่าด้วยการผลิตเป็นข้าวเกรียบพร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลสำเร็จจาก อาจารย์อัยย์ญดา สิรินจุลพงศ์ กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อังคณา จารุพินทุโสภณ อาจารย์ประจำสาขาคหกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นงานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อคณาจารย์จากสาขาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครได้ลงพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมถ่ายทอดและส่งเสริมความรู้ด้านอาชีพให้กับชุมชนในจังหวัดนนทบุรี แล้วพบว่าที่ชุมชนคลองพระอุดม อำเภอปากเกร็ด เป็นแหล่งปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องเพื่อขายผลสด อีกทั้งชาวบ้านยังนำกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยตากขายสร้างรายได้ ซึ่งเปลือกกล้วยบางส่วนที่เป็นวัสดุเ
นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาคอีสานตอนกลางนับเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศไทย เกษตรกรในพื้นที่ทำการเกษตร โดยเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก ซึ่งหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าวจะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในไร่นาจำนวนมาก คือ “ฟางข้าว” ภาครัฐจึงส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมูลค่า ช่วยลดต้นทุนทางการเกษตร และการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สศท.4 ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการใช้ทรัพยากรในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) มาใช้ในการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการฟางข้าวในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ โดยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรและผู้ใช้ประโยชน์จากฟางข้าว รวม 187 ราย ประกอบด้วย เกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่สินค้าข้าวที่มีการจัดซื้อเครื่องอัดฟางข้าว ภายใต้โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเก
“เห็ด” เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเพาะปลูกเพื่อเป็นอาชีพเสริมเนื่องจากใช้พื้นที่น้อย ดูแลค่อนข้างง่าย ราคาสูง อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการสูง โดยมีปริมาณโปรตีนและเส้นใยสูง แต่มีไขมันต่ำ อย่างไรก็ตาม การเพาะเห็ดสามารถเลือกใช้วัสดุปลูกได้หลายชนิดซึ่งในพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก ดังนั้น การใช้ “ทะลายปาล์มน้ำมัน” จึงเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่น่าสนใจและสามารถนำมาใช้เพาะเห็ดได้ ซึ่งทะลายปาล์มเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากการสกัดน้ำมัน เกษตรกรสามารถหาได้จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่มีมากหรือใช้ทะลายปาล์มเปล่าในสวนปาล์มน้ำมัน ทั้งนี้ การเลือกใช้ทะลายปาล์มน้ำมันมาเพาะเห็ด เหมาะสมกับการหารายได้จากของที่มีอยู่ในท้องถิ่นในยุคที่เกิดโรคระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เกิดรายได้แก่เกษตรกร ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยได้ถูกเลิกจ้างงานและเดินทางกลับภูมิลำเนาเข้าสู่ภาคการเกษตร ได้มีความสนใจเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มน้ำมันซึ่งใช้ระยะเวลาในช่วงสั้นก็สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า คุณสุบิน เกตุแก้ว เกษตรกร หมู่ที่ 8 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จั
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ คิดค้นนวัตกรรมภาชนะบรรจุอาหารจากเส้นใยเปลือกมะพร้าว โดยได้รับการจัดสรรจัดงบประมาณวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปี พ.ศ. 2565 ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ปลอดสารพิษจากเส้นใยมะพร้าว ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากการตื่นตัวจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี นวัตกรรมภาชนะบรรจุอาหารจากเส้นใยเปลือกมะพร้าวมีลักษณะเป็นภาชนะบรรจุอาหารที่ถูกสร้างด้วยวัสดุประกอบด้วย เส้นใยเปลือกมะพร้าว และตัวประสาน นำมาผสมให้เข้ากันด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม อัดขึ้นรูปเย็น และอัดขึ้นรูปร้อนด้วยแม่พิมพ์ ตามลำดับ จะได้ภาชนะบรรจุอาหารจากเส้นใยเปลือกมะพร้าว เป็นการนำของเหลือทิ้งจากการเกษตรไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน สามารถสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ที่มั่นคง ให้แก่คนในชุมชน ทำให้การทำภาชนะบรรจุอาหารจากเส้นใยเปลือกมะพร้าวเป็
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ 2 ผลงานวิจัย ได้แก่ ภาชนะใบไม้และภาชนะจากเยื่อพืช เพื่อเป็นวัสดุทดแทนการใช้พลาสติก ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุเป็นผลงานรูปธรรมในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG “วว. มุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัยพัฒนาและบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่ามูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจประเทศ การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยการพัฒนาเป็นภาชนะในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันจึงมีประโยชน์ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม การเพิ่มช่องทางการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพให้กับสังคม ภาชนะใบไม้และภาชนะจากเยื่อพืชมีข้อดีคือ ช่วยลดการใช้ภาชนะพลาสติกและโฟมสำหรับใส่อาหาร ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเผาขยะพลาสติกที่มีผลต่อสภาวะอากาศที่เป็นพิษในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ มีอายุ
ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานชีวมวล ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร/เครือข่าย กับบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ (เมื่อ 30 เมษายน 2562) ว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายสำคัญที่จะระดมพลังภาคีทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดคุณค่า และมูลค่าในการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่เติบโต แข่งขันได้บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแนวนโยบายในการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในพื้นที่ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว โดยได้กำหนดแนวทางผ่านกลไกประชารัฐเพื่อการมีส่วนร่วมระหว่างส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)/ศูนย์เคร
ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เป็นชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เพื่อออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุการณ์เผาในพื้นที่เกษตร โดยมีเครือข่าย เกษตรกร ศพก. เป็นหน่วยเฝ้าระวังป้องกันและปลุกจิตสำนึกในการไม่เผาเศษซากพืช และวัสดุทางการเกษตร ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ เร่งลดผลกระทบในพื้นที่ให้มากที่สุด นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำชับให้เกษตรจังหวัดลงพื้นที่ให้ควบคุม กำกับดูแล รวมทั้งเข้มงวด ไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่การเกษตร ในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผา ผ่านเวทีการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ รวมทั้งการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (field day) ที่ทุกจังหวัดจัดอยู่ขณะนี้ พร้อมทั้งให้มีการถ่ายทอดเรื่องของเทคโนโลยีจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยให้วิเคราะห์เป็นรายพืช เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างไรให้เหมาะสม และให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนร
