ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญหนึ่งที่ควรใส่ใจและดูแลเป็นอย่างดี ยิ่งในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลพิษต่างๆ และมีเชื้อโรคแพร่กระจายอยู่ในอากาศมากมาย ซึ่งบางครั้งเชื้อโรค ปัจจัยแวดล้อมรอบตัวเรา อาหาร และพันธุกรรม อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ กับดวงตาได้ และโรคที่จักษุแพทย์พบว่าเป็นโรคที่มีการรายงานทางการแพทย์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นก็คือ “โรคจอประสาทตาเสื่อม” ซึ่งเป็นโรคที่จะนำไปสู่การตาบอดแบบถาวรได้ นายแพทย์ธนภัทร รักพานิชมณี จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความรู้ว่า หลักการทำงานของดวงตามนุษย์นั้นเริ่มจากการที่แสงจากภาพที่เรามองจะต้องสามารถเดินทางผ่านเข้าไปในลูกตา โดยผ่านส่วนประกอบต่างๆ ของตาคือ กระจกตา (Cornea) และเลนส์แก้วตา (Lens) ไปตกที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นผนังชั้นในของลูกตา ที่ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทตาจำนวนมาก ที่จะส่งสัญญาณภาพที่ได้ผ่านไปทางเส้นประสาทตา (Optic nerve) สู่สมอง เพื่อแปลสัญญาณเป็นภาพที่เรามองเห็น ซึ่งบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาที่เรียกว่า macula ถือเป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดบนจอประสาทตา ที่จ
นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์แพทย์อนุสาขาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก สาขาวิชาอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งทั่วโลก และในประเทศไทยจากสถิติล่าสุดปี 2559 ของสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย พบว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็กไทยสูงถึงร้อยละ 38 และพบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5 ในปัจจุบันมีข้อมูลว่า มลพิษ (air pollution) ที่มีมากขึ้นในปัจจุบันทำให้คนเป็นโรคกลุ่มภูมิแพ้ และหลอดลมมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคภูมิแพ้นั้นถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น การเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท อาจมีง่วงช่วงกลางวัน ส่วนกลุ่มโรคหืด
นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์แพทย์อนุสาขาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก สาขาวิชาอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งทั่วโลก และในประเทศไทยจากสถิติล่าสุดปี 2559 ของสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย พบว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็กไทยสูงถึงร้อยละ 38 และพบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5 และในปัจจุบันมีข้อมูลว่ามลพิษ (air pollution) ที่มีมากขึ้นในปัจจุบันทำให้คนเป็นโรคกลุ่มภูมิแพ้ และหลอดลมมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคภูมิแพ้นั้นถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น การเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจจึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท อาจมีง่วงช่วงกลางวัน ส่วนกลุ่มโรคห
ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 13 ปี ที่ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน ได้เข้าสู่สังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยังคงยืนหยัดในปณิธาน “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ตามที่หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้กล่าวไว้ให้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานของโรงพยาบาล และพร้อมให้บริการประชาชนในฐานะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่พร้อมด้วยศักยภาพของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย คู่ไปกับบทบาทของการเป็นองค์กรที่มีการเรียนการสอนและผลิตบัณฑิตแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ สุขภาพ การฟื้นฟูส่งเสริมสุขอนามัย ฯลฯ รวมทั้งการให้บริการด้านการตรวจวินิจฉัยรักษาประชาชนอย่างครบวงจร โดยมีศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent Center) ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเปลี่ยนถ่ายกระจกตา ศูนย์ความเชี่ยวชาญโรคจากการหลับ ศูนย์ความเชี่ยวชาญจอประสาทตา ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง และศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดข้อเข่าเทียม ล่าสุดได้มีความร่วมมือด้านบริการวิชาการกับ บริษัท ธนบุรีเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย คุณจิรกานต์ ไชยนา ผู้จัดการส่วนผลิตรถไถ นำทีมผู้บริหาร พร้อมด้วยทีมจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ติดตั้ง “ตู้ความดันลบ” (Negative Pressure Cabinet) ให้แก่ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นแห่งแรก โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทานฯ พร้อมด้วยทีมคณะแพทย์รับมอบและให้การต้อนรับ สำหรับตู้ความดันลบ (Negative Pressure Cabinet) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ KUBOTA On Your Side ในการให้ความช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยสยามคูโบต้าดำเนินการผลิตจำนวน 23 ตู้ เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐที่มีความต้องการใช้งานจำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตู้ความดันลบดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ เป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ สยามคูโบต้าได้ผลิตตู้ความดันลบ (Negative Pressure Cabinet) เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐ 18 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุชลประทาน มหาวิท
ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (PCMC) กำหนดจัดงานงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 12 ปี ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00-11.00 น. ณ ห้องประชุมนันทปัญญา ชั้น 1 อาคารเรียนและปฏิบัติการ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มีแสดงปาฐกถาธรรม โดย หลวงพ่อปัญญานันทมุนี (เจ้าอาวาสวัดชลประทาน รังสฤษดิ์ พระอารามหลวง) หัวข้อเรื่อง โรงพยาบาลคุณธรรม ยิ่งให้ ยิ่งได้ 12 ปี PCMC Go Forward มุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลคุณธรรม บริการวิชาการสู่สังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส น้อมนำคำสอน “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ มาเป็นแนวทางปฏิบัติงาน
ดร.ศศินันท์ วาสิน พยาบาลชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญา นันทภิกขุ ชลประทาน เผยว่า สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดโครงการระยะยาวนำทีมนักสุขศึกษาลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทำงานเชิงรุกรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” หรือ “Aged Society” โดยมุ่งสร้างเครือข่ายกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, นักสาธารณสุข, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, และเยาวชนในพื้นที่จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถดูแล ผู้สูงอายุในชุมชนได้ ภายใต้โครงการ “การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยจิตอาสาหมอจิ๋ว” ซึ่งเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับร่างกายและกลุ่มโรคที่มักเป็นในผู้สูงอายุ อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังสอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังหรือต้องนอนติดเตียง สำหรับหลักสูตรการอบรมที่มีความจำเป็นต่อการช่วยฟื
เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือธรรมชาติของชีวิต แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องดูแลและบอกลากันก่อนหมดลมหายใจ และหน้าที่สำคัญของกลุ่มผู้ที่ต้องปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ต่างต้องเผชิญกับการดูแลร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยและญาติเมื่อถึงช่วงเวลาที่ไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ ดังนั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน จึงให้ความสำคัญกับการเยียวยาใจด้วยธรรมะ น้อมนำธรรมะมาใช้ในงานบริการ โดยใช้การรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการรักษาจิตวิญญาณด้วยธรรมะ ที่เรียกว่า “มิติแห่งการรักษา มิติแห่งการเยียวยา” ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ และกลุ่มพระอาสาคิลานธรรมจึงได้จัดการอบรมหลักสูตร “เวชภาวนา คิลานธรรม” เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 โดยมี นายแพทย์สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน เป็นประธาน และได้ตั้งเป้าหมายของการเป็นโรงพยาบาลคุณธรรมเดินหน้าดูแลรักษาฟื้นฟูสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย พร้อมกับการน้อมนำธรรมะเข้ามาเยียวยาจิตใจ โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มพระภิกษุสงฆ์อาสาคิลานธรรม ที่เข้ามาช่วยดูแลจิตใจผู้ป่วยแล
แพทย์หญิงภัทร์ สิทธิการิยกุล หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำทีมนักสุขศึกษาลงพื้นที่ให้บริการชุมชนให้ความรู้ด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการในโครงการการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยจิตอาสาหมอจิ๋ว ณ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อบรมเยาวชนให้มีความรู้เบื้องต้นด้านการดูแลสุขภาพและปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปดูแลสูงสูงอายุที่บ้าน ซึ่งการอบรมในครั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้เข้าอบรมได้มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ โรคพื้นฐานต่างๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่มักเป็นในวัยสูงอายุ และยังเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเป็นหมอช่วยดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน เด็กๆ จะสนุกกับการทำหน้าที่หมอจิ๋ว และผลพลอยได้คือคนในครอบครัวรวมถึงคนในหมู่บ้านจะมีปฏิสัมพันธ์มีการพบปะพูดคุยกันมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุคลายเหงาและมีสุขภาพจิตดี มีแรงกระตุ้นช่วยส่งเสริมให้เกิดการดูแลซึ่งกันและกัน หนึ่งในโรคที่ได้มีการฝึกอบรมให้ความรู้แก่หมอจิ๋วก็คือ โรคความดันโลหิตสูง (hypertension/high blood pressure) ซึ่งเป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ โรคนี้เ
