สถาบันวิจัยยาง
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่ RRIT 3904 (สถาบันวิจัยยาง 3904) ยางพาราพันธุ์ดีตามคำแนะนำ เป็นลูกผสมระหว่าง RRII 203 และ PB 235 ลักษณะเด่น ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ต้านทานต่อโรคทางใบ ดร. กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. โดยสถาบันวิจัยยาง ได้คิดค้นและพัฒนาพันธุ์ยางพาราใหม่ตามกระบวนการขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จได้ ยางพาราพันธุ์ RRIT 3904 เข้าสู่คำแนะนำพันธุ์ยาง พร้อมขยายส่งมอบสู่เกษตรกร โดยยางพันธุ์นี้ปลูกง่าย เจริญเติบโตดี รวมถึงให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 400 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ยาง RRIM 600 ถึง 2 เท่าตัว โดยพันธุ์ RRIT 3904 นี้ ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ RRII 203 และ PB 235 นอกจากมีความโดดเด่นด้านผลผลิตน้ำยางแล้ว ยังเด่นด้านการเจริญเติบโต ลำต้นตรงแตกกิ่งน้อย ทำให้ได้ปริมาณเนื้อไม้มากเมื่อตัดโค่น ใบเขียวเข้ม ค่อนข้างต้านทานต่อโรคทางใบ เช่น โรคราแป้ง โรคไฟท็อปทอร่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากประเทศมาเลเซียว่า ยางพันธุ์ PB 235 ซึ่งเป็นพ่อของยางพันธุ์นี้ ได้รับผลกระทบ
นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. ได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่าน กยท. จังหวัดนราธิวาส ว่า พบต้นยางมีอาการใบร่วงเป็นจำนวนมากแทบหมดทั้งต้น โดยพบเป็นแห่งๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง และอำเภอรือเสาะ ตนและคณะนักวิชาการด้านโรคพืช จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าจากการดูลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบ และการร่วงของใบมีลักษณะเช่นเดียวกับการรายงานของประเทศสมาชิก IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา) ที่ผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่าเชื้อสาเหตุคือ เชื้อรา Pestalotiopsis sp. นายกฤษดา กล่าวต่อว่า เป็นไปได้ที่เชื้อราตัวนี้มีการแพร่กระจายเข้ามาระบาดในพื้นที่ปลูกยางแถบชายแดนรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือร้อนชื้นและฝนตกชุก โดยพบลักษณะอาการปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการปรากฏรอยช้ำๆ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะ
