สวนปาล์มน้ำมัน
ระยะนี้จะมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมัน เริ่มแรกตัวหนอนหน้าแมวจะกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน หนอนตัวเล็กจะกัดกินผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินจนใบขาด หากระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต และต้นปาล์มน้ำมันจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน การระบาดของหนอนหน้าแมวในแต่ละครั้งจะใช้เวลาในการกำจัดนาน เนื่องจากหนอนหน้าแมวมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ระยะหนอนและระยะดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดในเวลาเดียวกันได้ หากพบการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ การใช้วิธีกล การใช้ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรตัดทางใบปาล์มน้ำมันที่มีหนอน หรือจับผีเสื้อที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบต้นมาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใช้กับดักแสงไฟ black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติกที่บรรจุน้ำผสมผงซักฟอก โดยให้หลอดไฟอยู่เหนือน้ำประมาณ 5-10 เซนติเมต
นายชำนาญ นุ่นดำ เกษตรจังหวัดกระบี่ เตือนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันให้เฝ้าระวังหนอนปลอกเล็กทำลายปาล์มน้ำมันในช่วงนี้ เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสม ลักษณะการทำลายของหนอนปลอกเล็กจะแทะผิว ทำให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล และกัดทะลุใบเป็นรูและขาดแหว่ง ถ้ารุนแรงจะเห็นทางใบทั้งต้นเป็นสีน้ำตาลแห้ง ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง ไข่ สีครีมรูปทรงกลมอยู่เป็นกลุ่ม วางไข่ในซากดักแด้ของตัวเมีย และอยู่ภายในปลอกหุ้มอีกชั้นหนึ่ง หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ มีลำตัวสีน้ำตาลไหม้ หัวสีดำ ขนาดความยาวประมาณ 0.8-1.0 มิลลิเมตร เวลาหนอนเคลื่อนไหวจะยกส่วนท้องขึ้นและแทะผิวใบผสมกับใยที่ออกมาจากปาก สร้างปลอกห่อหุ้มตัวเอง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขนาดปลอกมีความยาวตั้งแต่ 1.1-1.2 มิลลิเมตร ลักษณะปลอกมีรูเปิด 2 ทาง ส่วนหัวของตัวหนอนจะโผล่ออกมาทางช่องเปิดส่วนฐานปลอก ปลายปลอกเรียวแหลมมีรูเปิดไว้เพื่อให้หนอนขับถ่ายมูลออกมา หนอนวัยที่ 3 ส่วนหัวและลำตัวมีสีน้ำตาล หนอนจะสร้างปลอกหุ้มใหญ่ขึ้น และเริ่มนำเศษชิ้นส่วนของใบพืชแห้งชิ้นเล็กๆ ปะติดกับปลอกหุ้มด้วย ทำให้ผิวปลอกเริ่มขรุขระ หนอนวัย 1-4 กินอาหารแบบแทะผิวใบ หนอนวัยที่ 5-
ในการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันนั้น จะมีทั้งที่เป็นปาล์มทะลาย และผลปาล์มร่วงอยู่ในสวน การที่ผลปาล์มน้ำมันร่วงมีหลายสาเหตุด้วยกัน เมื่อปาล์มมีการสังเคราะห์น้ำมันในชั้นเปลือกถึงจุดสูงสุด ผลปาล์มก็จะร่วงลงมา ทะลายปาล์มสุกหนึ่งทะลายต้องมีผลปาล์มร่วงอย่างน้อย 10 ลูก และทะลายปาล์มกึ่งสุกจะมีผลปาล์มร่วง 1-9 ลูก ต่อทะลาย นอกจากนั้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลปาล์มร่วงได้ เนื่องจากปาล์มผ่านการพัฒนาในช่วงแล้งมานาน และมีฝนตกลงมากะทันหัน หรือตกลงมาในปริมาณมาก ส่งผลให้เซลล์ขั้วผลขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลปาล์มร่วงหล่นจากขั้วทันที ทั้งๆ ที่ผลปาล์มเพิ่งอยู่ในภาวะสะสมน้ำมัน คุณวิชนีย์ ออมทรัพย์สิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ผลผลิตปาล์ม เฉลี่ยประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หากน้ำหนักทะลายเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จะมีจำนวน 200 ทะลาย ต่อไร่ ต่อปี หากเกษตรกรตัดทะลายปาล์มสุกทั้งหมด จะมีผลปาล์มร่วงเฉลี่ย 10-15 ลูก ต่อทะลาย หรือประมาณ 2,000-3,000 ผล ต่อไร่ ต่อปี ถ้าคิดเป็นน้ำ
ยางพารา และปาล์มน้ำมัน นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้หลักของจังหวัดกระบี่ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันผันผวนขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ลดลง 30-80% ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างมาก ประชากรร้อยละ 60 ของจังหวัดกระบี่ นับถือศาสนาอิสลาม ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และเลี้ยงแพะ ครัวเรือนละ 3-5 ตัวเพื่อการบริโภค ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา และวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่แพะที่เลี้ยงมีลูกน้อยและมีอัตราการตายสูง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงแพะแบบปล่อย หรือผูกล่าม ไม่มีโรงเรือน ไม่มีแปลงหญ้า ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้แพะในจังหวัดกระบี่มีมากกว่าผลผลิตที่มีอยู่ในพื้นที่ จึงต้องนำเข้าแพะจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลทางศาสนา เนื่องจากจังหวัดกระบี่ มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลขึ้นในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ประกอบกับ เนื้อแพะ นมแพะ เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และตลาดมีความต้องการสูง นายชวน ภูเก้าล้วน นายกสภาการศึกษา จังหวัดกระบี่ (เป็นองค์กรที่สภาประชาชนจัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550) จึงเกิดแนวคิดใช้พื้นที่สวนยางและส
นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ที่เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในอัตรา ไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกร 150,000 ราย พื้นที่ 2.25 ล้านไร่ โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือตามโครงการไปแล้ว จำนวน 149,949 ราย เป็นเงิน 2,025.02 ล้านบาท พื้นที่ 1.35 ล้านไร่ คิดเป็น 99.96% นายศรายุทธ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เห็นชอบในการเพิ่มเป้าหมายในโครงการดังกล่าว ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม อีก 99,918 ครัวเรือน พื้นที่ 0.9 ล้านไร่ เป็นเงิน 1,348.87 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. ได้เร่งดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งเกษตรกรสามารถมาเบิกรับเงินได้ตั้งแต่ วันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพ
ล่องใต้ไปเยี่ยมชมสวนปาล์มน้ำมันของ “ ลุงบำรุง หนูด้วง ” เกษตรกรคนเก่งเจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2556 ลุงบำรุงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 77/7 หมู่ที่ 8 ตำบลสินปุน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลุงบำรุงจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น (มศ.3) แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างงดงามทีเดียว เพราะลุงบำรุงเป็นเกษตรกรที่ขยัน ฉลาด มีความคิดริเริ่มในการทำงาน จึงฟันฝ่าอุปสรรคจนสร้างฐานะร่ำรวย มีรายได้ที่มั่นคงเป็นปึกแผ่น ทุกวันนี้ลุงมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองกว่าร้อยไร่ มีทั้งสวนปาล์มน้ำมัน และสวนยางพารา ใช้ทะลายปาล์มน้ำมันเป็นปุ๋ยหมักในสวนปาล์ม เดิมลุงบำรุงมีอาชีพเป็นลูกจ้างสวนป่าสินปุน องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ต่อมาในปี 2533 ได้รับมรดกเป็นที่ดินลูกรังรกร้างว่างเปล่า จึงได้ทำการศึกษาลักษณะของดินเพื่อหาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ริเริ่มใช้ซังทะลายปาล์มคลุมดินให้ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกวิธีการใช้ซังทะลายปาล์มคลุมดินยังไม่เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วไปมากนัก เนื่องจากเกรงว่าจะก่อให้เกิดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช แต่ลุงก็ไม่ย่อท้อพยายามหา
