สวนผัก
สวยกินได้ เรื่องแบบนี้น่าสนใจ เพราะเรามักจะได้ยินกันแต่ว่า สวยกินไม่ได้ คราวนี้สวยและกินได้ด้วย ไปดูกัน “อ๋อ สวนผักหน้าบ้านนี่เอง” บ้านจัดสรรเล็กๆ อยู่ในเขตหางดง เชียงใหม่ เป็นของหญิงชายคู่หนึ่ง ผู้ชายเป็นคนทำสวนสวยกินได้ ส่วนผู้หญิงไม่ค่อยอยู่บ้าน เธอเป็นสาวนักทำงาน ตอนนี้อยู่อุ้มผาง ทำงานในค่ายผู้อพยพ บ้านจัดสรรเนื้อที่นิดเดียวเท่านั้น เหลือแค่ทำสวนหย่อมกับที่จอดรถ จะปลูกอะไรได้ แต่ คุณชลธี ตะพัง หรือ น้าปาน แกมีแนวคิดที่จะทำแบบนักจัดสวนเลยทีเดียว แต่อยากให้สวยกินได้ด้วย แกมีทีมงานเป็นน้องๆ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่เรียนเรื่องพืชผักและการจัดสวนมาทำ ทั้งเพาะเมล็ด ต้นกล้า ทำปุ๋ยหมักใบไม้หลังบ้าน ไว้ใช้ปลูกต้นไม้ “อิ่มท้องและอิ่มใจ” น้าปาน บอก “พื้นที่เป็นสวนหย่อม ที่เจ้าของโครงการปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ พอปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทัน ไหลมาตามถนนแล้วเข้าบ้านท่วมสวนหย่อม จากนั้นหญ้าก็ขึ้นรกเต็มหน้าบ้าน ผมก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยเลิกทำสวนหย่อม ทำสวนสวยกินได้ดีกว่า ก็เริ่มปลูกผักง่ายๆ เมื่อสามปีก่อน ปีนี้เริ่มทำจริงจัง หาข้อมูลต่างๆ แล้วก็มีน้องจาก ม.แม่โจ้ มาช่วย…ผมคิดว่า ผัก
สถานการณ์กักกันบริเวณอันเนื่องมาจากความพยายามจำกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์เกือบทุกด้าน แน่นอนนะครับว่า การระบาดระดับเขย่าโลกครั้งนี้ย่อมทำให้โลกไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเรื่องอาหาร โดยเฉพาะพืชผัก เราเริ่มเห็นการออกมาให้ความรู้ คำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกพืชสวนครัวกินเองในพื้นที่แบบต่างๆ โดยหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน ตลอดจนมูลนิธิต่างๆ ทั้งโครงการแบบเร่งด่วนระยะสั้น 3 เดือน ซึ่งคาดว่ายังเป็นช่วงระบาดหนักของโรค ทั้งโครงการระยะยาว ที่พยายามคว้าโอกาสนี้โน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อหา เก็บอาหาร ให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีการบริโภคอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยในโลกสมัยใหม่ ภาวะวิกฤตคับขันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมมนุษย์เสมอ ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการปลูกผักกินเอง แม้ในพื้นที่เมืองใหญ่ระดับมหานคร ที่แออัดไปด้วยการอยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมากจะไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทยนะครับ การได้อยู่บ้านช่วงนี้ ทำให้ผมได้พลิกอ่านหนังสือเล่มโตของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) คือ “ดอกไม้ในสวนผักคนเมือง” อันเป็นงานที่รวมความเป็นรูป
หากใครนิยมบริโภคผักเป็นอาหารหลัก คงทราบทันทีว่ามีราคาแพง ด้วยความสงสัยจึงลองสอบถามแม่ค้าตามตลาดสดพบว่าสาเหตุมาจากสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลงกระทบกับผู้ปลูกผัก ทำให้มีผักน้อยราคาจึงสูงเมื่อรวมกับต้นทุนค่าขนส่งอีก เคยลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักที่แปลง เขาเผยให้ฟังว่า เกษตรกรบางรายรีบเก็บผักส่งตลาด ทั้งที่เพิ่งฉีดสารเคมี เพราะไม่ทันความต้องการของตลาด พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เห็นจะต้องหันไปพึ่งผักปลอดสารแบบมีหีบห่อดีกว่า แต่ก็ไม่วายยังได้รับข้อมูลอีกว่าผักปลอดสารดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด บางแห่งมีการแอบอ้างเพื่อหรอกผู้บริโภคหวังเป็นการค้า แล้วคราวนี้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พวกเรา… ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องชวนท่านผู้อ่านปลูกผักไว้กินเองคงจะดีแน่!! ความจริงกระแสการปลูกผักเพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภคมีทำกันมากหลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่พยายามจุดประกายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจุดตั้งแต่ผู้ปลูกไปจนถึงผู้ขาย พอมาภายหลังหน่วยงานราชการหลายแห่งกระโดดลงมาร่วมวงด้วยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อการบริโภคแล้วยังทำให้ห่าง
ผมเคยไปเวียดนาม แถบฮานอย-ซาปา เมื่อหลายปีก่อน และพบด้วยความประหลาดใจว่า ตามตรอกซอกเล็กซอยน้อยหน้าบ้าน ข้างบ้าน หรือริมทางสาธารณะ ไม่ว่าจะในเมืองขนาดย่อม หรือเมืองใหญ่ที่แออัดด้วยตึกรามบ้านช่องของคนเวียดนั้น มีแปลงผัก กระถางดินเผาปลูกผักสวนครัวไว้เป็นหย่อมๆ ทั่วไปหมดเลย เรียกว่าเขาใช้พื้นที่ว่างอันมีจำกัดนั้นทำเกษตรในเมืองเพื่อยังชีพเสริมได้คุ้มค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ ลักษณะทำนองนี้พบในเมืองขนาดเดียวกันของไทยบ้างเหมือนกันครับ แต่น้อยกว่ามากๆ ผมเองเกิดไม่ทันช่วงที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ กำลังเติบโต เลยเดาไม่ถูกว่า แต่ก่อนคนไทยเคยทำแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าเคย มาเลิกทำไปตอนไหน เพราะเหตุใด จะว่ามีผักซื้อจากตลาดกินเพียงพอแล้ว ก็ไม่น่าใช่ ราคาผักแพงที่ยังบ่นอุบอิบกันมานานจนถึงทุกเมื่อเชื่อวันนี้ แสดงว่าเรายังไม่เพียงพอเรื่องผักแน่ๆ เพราะปกติเรากินผักผลไม้กันไม่มากเท่าไรหรือ อันนี้คงจะจริง ตัวเลขมาตรฐานของผักผลไม้ที่คนควรกินในปริมาณไม่ต่ำกว่า 400 กรัม ต่อวัน หรือ 44 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารทั้งหมดที่กินแต่ละวันนั้น คนในเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพฯ กินกันอยู่ที่ปริมาณเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ถ้านี่เ
เพื่อนรุ่นน้องเขียนมาถามว่าในช่วงปิดเทอมห้องสมุดมีกิจกรรมอะไรไหม เช่น เข้าค่ายต่างๆ เข้าค่ายอ่านเขียน ค่ายงานศิลปะ เข้าค่ายปลูกผักทำสวน ทำอาหาร เธออยากจะพาลูกมาร่วมกิจกรรมในช่วงปิดเทอม “ใครๆ ต่างก็หาที่ลงให้ลูก เพราะเด็กปิดเทอมต้องหาอะไรให้ทำ ไม่อยากทิ้งลูกไว้อยู่บ้าน อยู่กับคอมพิวเตอร์ออนไลน์ทั้งวัน หรือไม่ก็ต้องให้เรียนพิเศษอะไรสักอย่างแต่แพงมาก และไม่มีเงินพอที่จะจ่ายด้วย” เธอว่า “ส่งไปอยู่กับปู่ย่าตายาย น้าอา” ฉันแนะนำ “สมัยเราได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก มันไม่ไป เป็นเพราะเราไม่ว่างพาเขาไปด้วย” “เอาอย่างนี้ ทำสวนเพื่อเด็ก” ฉันเล่าเรื่องเครือข่ายสวนเพื่อเด็กให้เธอฟัง และคิดว่านำมาเล่าให้ผู้อ่านคอลัมน์นี้ฟังด้วยดีกว่า เผื่อมีปัญหาเดียวกันหรือสนใจเรื่องเดียวกัน สวนเพื่อเด็ก หรือสวนสนุก สองอย่างนี้มารวมกัน แน่ละ…สวนเพื่อเด็กนั้นต้องสนุกสนาน มีความสุข มีเสียงหัวเราะ แบบเล่นๆ แต่เรียนรู้ไปด้วย หรือเรื่องเล่นเป็นเรื่องเรียนรู้ได้หมด และที่สำคัญเรียนรู้อย่างมีความสุขด้วย เมื่อวัยเยาว์ผ่าน ฉันคิดว่าใครๆ ก็มีความหลังให้คิดถึงอย่างมีความสุข และหนึ่งในความหลังนั้นที่เป็นความสุขคือเรื่องสน
สองผัวเมียเกษตรกรสงขลา ยึดเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ 1 ไร่รายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท ใช้เวลาถึง 14 ปี คุ้มค่ากับการรอคอย ผลผลิตมีราคาสูงกว่าที่จำหน่ายตามท้องตลาดกว่า 1 เท่าตัว รายงานข่าวว่า นายคำนึง สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี และนางยุพิน สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี สามีภรรยาชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านดีหลวง ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา หันมาประกอบอาชีพทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดย “ใช้เนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่แต่สามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท” โดยภายในแปลงเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นสวนผักที่มีพืชผักเกือบครบทุกชนิดที่นิยมบริโภคและตลาดต้องการ ทั้งผักกินใบและผักสวนครัว พืชสมุนไพร เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักขมแดง ผักขมเขียว โหระพา แมงลัก กระเพา ขิงข่า พริก มะนาว ดอกชมจันทร์ เรียกว่ามีครบจบภายในสวนเดียวและทุกอย่างเป็นผักปลอดสารพิษ ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบทั้งดิน น้ำ และผล
