สหภาพยุโรป
โปแลนด์ เป็นประเทศการเกษตรโดยแท้ เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ในสหภาพยุโรป ผลผลิตสำคัญล้วนคืออาหารหลัก อย่างข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ พืชตระกูลถั่ว ผักผลไม้ และนม ข้าวสาลีเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของโปแลนด์ คิดเป็นประมาณ 20% ของผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด ส่วนใหญ่ปลูกในภาคกลาง เช่น แคว้นมาซอเวีย แคว้นวีแยลโกโปลสกา แคว้นพาเดอร์เบียน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น แคว้นมาซูเรีย แคว้นวาร์มิน-มาซูเรีย แคว้นลูบุสซุ ปี 2565 โปแลนด์มีผลผลิตข้าวสาลีประมาณ 15.5 ล้านตัน คิดเป็นอันดับที่ 10 ของโลก ส่งออกไปทั่วโลก ประเทศผู้ซื้อที่สำคัญ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ อิตาลี แล้วก็อียิปต์ นอกจากนี้ โปแลนด์ผลิตข้าวโพดมีสัดส่วนประมาณ 15% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนใหญ่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ แล้วยังมีข้าวบาร์เลย์ประมาณ 10% พืชตระกูลถั่วประมาณ 5% ผักผลไม้ 10% และผลิตภัณฑ์นมประมาณ 15% ปี 2565 โปแลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าประมาณสี่หมื่นห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหนึ่งล้านห้าแสนล้านบาท เรียกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณพัฒนาประเทศเราในแต่ละปี ประเทศผู้ซื้อที่สำคัญคือ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวโพดหวานและผลิตภัณฑ์ ช่วง 11 เดือน ของปี 2561 มีปริมาณ 236,775.6 ตัน เพิ่มขึ้น 6.7% มูลค่า 7,329.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% โดยเป็นการส่งออกไปญี่ปุ่นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 26.5% ของมูลค่าการส่งออก รองลงมา ได้แก่ เกาหลีใต้ 10.2% และไต้หวัน 10.1% จึงทำให้การส่งออกทั้งปี 2561 สูงกว่าปี 2560 ที่ส่งออกรวม 237,559.6 ตัน เพิ่มขึ้น 3.5% แต่คิดเป็นเงินบาทได้มูลค่า 7,664.9 ล้านบาท และ ลดลง 0.6% ผลจากค่าเงินบาทแข็ง “ผลจากการส่งออกข้าวโพดหวานและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยครองแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ตลอดต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศคู่แข่งสำคัญ คือ ฝรั่งเศส ฮังการี และสหรัฐฯ แต่ก็สู้ไทยไม่ได้ เพราะไทยมีศักยภาพในการผลิตข้าวโพดหวานคุณภาพ รสชาติดีกว่า มีการพัฒนาสายพันธุ์ จนเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก อีกทั้งมีข้อได้เปรียบเรื่องสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดหวาน ส่งผลให้มีความได้เปรียบช่วงเวลาการเพาะปลูกที่สามารถปลูกได้หลายครั้งในหนึ่งปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถปลูกได้เพีย
ในการเสวนา “ปาล์มน้ำมัน จากพืชเพื่อการบริโภค สู่พืชพลังงาน” เพื่อระดมความคิดเห็น แก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ที่มีนักวิชาการจากหลายภาคส่วนแสดงความเห็นผ่านเวทีเสวนา เพื่อนำความเห็นไปสะท้อนให้เห็นมุมที่สามารถนำไปช่วยเกษตรกรได้ คุณฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปลูกปาล์มปัจจุบันมีต้นทุน 2.94-3.06 บาท ขายได้ 2.50 บาท ซึ่งขาดทุนทุกกิโลกรัมที่ขาย ปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ มติของสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่ต้องการควบคุมน้ำมันปาล์ม และยกเลิกการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทย สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา อยากให้พิจารณากรณีของอ้อยและน้ำตาล ที่มีระบบ Profit Sharing หรือการแบ่งปันผลผลิต โดยนำระบบจากอ้อยและน้ำตาลมาเป็นต้นแบบ โดยแบ่งปันให้กับเกษตรกร ประมาณ 70% โรงงาน 30% อุตสาหกรรมอ้อยจึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัญหาน้อยที่สุด ส่วนตัวจึงเห็นว่า ควรนำระบบ Profit Sharing มาใช้กับปาล์มน้ำมัน เพราะในอนาคตปาล์มน้ำมันจะมีปัญหาเรื่องราคา จึงจะต้องปรับโครงสร้างจากการผลิตเพื่อการบริโภค เป็นการผลิตเพื่อป้อนโรงงานไฟฟ้า ด้าน คุณเชาวลิต ศุภนคร ประธานเจ้าหน้าที่
