สังคมผู้สูงอายุ
บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน เดินหน้าต่อเนื่องกระแสสังคมผู้สูงอายุ นำเสนอ “Creator” ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน ที่พัฒนาโดยนักวิจัยและนักพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบเมนูเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย มีส่วนโปรตีนที่เพิ่มขึ้น ไม่เน้นคาร์โบไฮเดรตมากนัก และไขมันต่ำ เตรียมง่าย สะดวก สอดรับการเตรียมประกาศ “ธงโภชนาการใหม่” ปี 2569 ของกรมอนามัย ซึ่งเน้นหลักโภชนาการตามช่วงวัย สะท้อนความสำคัญของการสร้างภาวะโภชนาการที่ดีในยุคที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” สังคมผู้สูงอายุ กับโภชนาการที่ไม่ควรมองข้าม ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือราว 20% ของทั้งประเทศ และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 31% ภายในปี 2583 ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ยังแฝงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องเตรียมรับมือ เพราะผู้สูงอายุมักรับประทานอาหารได้น้อยลง ทั้งที่ร่างกายยังต้องการพลังงานเฉลี่ยถึง 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน เมื่อขาดสารอาหารจะส่งผลเสีย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อ
วันนี้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย หรือผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวน 13.64 ล้านคน คิดเป็น 19.5% หรือ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่จำนวน 5.11 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ของผู้สูงอายุทั้งหมด การเผชิญหน้ากับ “สังคมผู้สูงอายุ” จึงนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายเพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรครั้งสำคัญ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ตระหนักถึงสถานการณ์ของสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยมาโดยตลอด จึงได้ขับเคลื่อน “โครงการบ้านชื่นสุข” ตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อสนับสนุนเสริมสร้างพลังกายและพลังใจให้กับผู้สูงวัย ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ ให้ก้าวข้ามผ่านความกลัว ความเศร้า และความทุกข์ใจ เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ธิดา สำราญใจ ผู้บริหารด้านพัฒนาเด็กและเยาวชน มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า ผู้สูงอายุถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะ
วันที่ 10 มกราคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดชุมพร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และจังหวัดชุมพร” เพื่อขับเคลื่อนแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เฟส 2” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมลงนามกับ นายนิรัช โอบอ้อม ปลัดอำเภอละแม และ ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จ.ชุมพรนายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ Quick Wins โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ในการสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณ ได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อ
จังหวัดปทุมธานี โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ยกขบวนสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารนับ 100 รายการ โชว์ศักยภาพเมืองนวัตกรรมอาหาร ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารของจังหวัดปทุมธานี ผ่านการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมจัดแสดงนวัตกรรมอาหารต้นแบบ 10 รายการ และประกาศผลพร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดนวัตกรรมอาหารปทุมธานี 2562 จำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ปทุมธานี เมืองนวัตกรรมอาหาร” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ณ ชั้น G เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ ว่าจังหวัดปทุมธานีในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างมากจากหัวเมืองเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่โดดเด่น สู่เมืองแห่งการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมสะอาด และการตลาดของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ และยังเป็นเมืองศูนย์กลางการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีของภูมิภาคด้วย ปัจจุบันปทุมธานีเป็นทั้งแหล่งผลิตสินค้าเกษตร และแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารที่หลากหลาย มีโรงงานอุตสาหกรรมด้านอาหารอยู่มากกว่า 300 แห่ง และมีผู้ประกอบการรายย่อยอีกมากกว่า 100 ราย ซึ่งทางจังหวัดพร้อมให้การส่งเสริ
กรุงเทพฯ – สสว. จับมือบิสิเนส อีเว้นท์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) อสมท. เจโทร และภาคเอกชนธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ จัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์ เริ่มก่อน รู้ก่อน พร้อมก่อนใคร…ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย อย่างยั่งยืน งานเดียวที่รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี สินค้าและบริการผู้สูงอายุมาจัดแสดง เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ณ ไบเทค ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 คาด 4 วัน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน และมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท นพ. ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน CARE EXPO Thailand 2019 ว่า การจัดงานครั้งนี้ แสดงถึงการตื่นตัวและให้ความสำคัญของการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย เพราะไม่กี่ปีข้างหน้านี้สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุให้กับประชาชน และการเตรียมความพร้อมก่อนวัยเกษียณ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์แล
สกว. หนุนนักวิจัยศิริราชพัฒนาสมุนไพรและยาตำรับโบราณอย่างเป็นระบบแบบก้าวกระโดด โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพวิเคราะห์ตรวจจับฤทธิ์ออกมาเป็นตัวเลขครั้งแรกของโลก หวังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ตลาดโลกและรักษาโรคสำคัญได้จริง พร้อมเชิญเอกชนทดสอบกลไกการออกฤทธิ์และพัฒนายาร่วมกัน ภก.ดร. ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวระหว่างการบรรยายเรื่อง “การพัฒนายาสมุนไพรโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ” ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ว่า สมุนไพรและยาแผนโบราณเป็นสมบัติของชาติที่สามารถดูแลสุขภาพคนในประเทศและเป็นพื้นฐานการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาสมุนไพรในรูปแบบที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะไม่สามารถก้าวไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากขาดองค์ความรู้จำนวนมาก ทำให้เกิดวิกฤตในการแข่งขันกับต่างชาติ รวมถึงการถดถอยของพื้นที่ป่าความหลากหลายทางธรรมชาติ และองค์ความรู้เก่าแก่ที่เริ่มขาดหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า การพัฒนาสมุนไพรจึงควรทำอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง และโรคไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน และความดัน โรคหั
สังคมญี่ปุ่นที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวส่อเค้าปัญหาหนักขึ้น ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า อนาคตอันใกล้ธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1.2 ล้านกิจการ มีความเสี่ยงจะปิดตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีทายาทสืบทอดต่อ ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งจะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสีย “นวัตกรรม” สำคัญต่าง ๆ ไปด้วย นิกเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการหรือผู้ดูแลธุรกิจจะเป็นผู้สูงอายุระหว่าง 65-69 ปี และคาดว่าในปี 2025 กว่า 60% ของกิจการเอสเอ็มอี 2.45 ล้านแห่ง จะมีผู้ดูแลกิจการที่มีอายุ 70 ปีหรือมากกว่านั้น และในจำนวนนั้นราว 1.27 ล้านบริษัทระบุว่าพวกเขาไม่มีผู้สืบทอดกิจการ ทำให้กิจการอาจต้องยุติลงเมื่อพวกเขาเกษียณ รายงานระบุว่า การยุติกิจการดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ในปี 2025 ญี่ปุ่นอาจสูญเสียงานกว่า 6.5 ล้านตำแหน่ง และสูญเสียจีดีพีไปอีกกว่า 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลสำรวจของ “Tokyo Shoko Research” ระบุว่า ในปี 2016 มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในญี่ปุ่นปิดตัวไป 29,583 ราย หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ มาจากปัญ
มาถูกที่ถูกเวลากับการที่ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯรับลูกจากคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติปี 2560-2564 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้าและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทางให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564 ทั้ง 3 กระทรวงจึงได้ประชุมระดมความคิดเห็นประเด็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ขึ้น แน่นอนเป้าหมายของการพัฒนายุทธศาสตร์นี้คือการยกระดับการแข่งขันของไทยด้านคุณภาพสินค้าและตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพทั้งในประเทศและทั่วโลกที่มีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นในแต่ละปีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งทั่วโลก ได้บริโภคสินค้าคุณภาพปราศจากสารเ
