สับปะรดห้วยมุ่น
สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ถูกนําเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่น เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว (บ้างก็ว่า 100 ปี แล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ด้วยดินปลูกในพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นมากกว่าสายพันธุ์ดั่งเดิม (สับปะรดปัตตาเวีย) โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทําให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ สับปะรด เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีลําต้นใต้ดิน ลักษณะเป็นปล้องสัน ลําต้นจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบ ใบ ไม่มีการแตกกิ่งก้าน มีความสูงของลําต้นประมาณ 90-100 เซนติเมตร ใบ ออกเป็นใบเดียวเรียงกันแบบถี่ๆ ใบเรียวยาว ไม่มีก้านใบ ปลายใบแหลม โคนใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มลําต้น ใบสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีลักษณะเป็นแป้งสีขาวปกคลุมอยู่ มีหนามเล็กแหลมบริเวณขอบใบ ดอก ออกเป็นช่อเรียงกันแน่นรอบแกนช่อดอกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกมีขนาดใหญ่และแข็งแรง มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบด้านบนมีสีชมพูอมม่วง ส่วนกลีบดอกด้านล่างมีสีขาว มีเกสรเพศผู้เรียงกันอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 3 อัน ผล
สับปะรด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) วงศ์มรอมมีเลียซีอี้ (Family Bromeliaceae) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศบราซิล ปารากวัยและอาร์เจนตินา นักเดินเรือชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้เผยแพร่พันธุ์สับปะรดไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ปี ค.ศ. 1680-1700) พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำพันธุ์สับปะรดกลุ่มสแปนนิช (Spanish) หรือสับปะรดพันธุ์อินทรชิตเข้ามาปลูกในไทย จนกลายเป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมืองของไทย สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ในไทย ต่อมามีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ “สับปะรดปราณบุรี” ทุกวันนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กลายเป็นแหล่งปลูกและแปรรูปสับปะรดที่มากที่สุดของประเทศ ปี 2460 มีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ามาปลูกอย่างแพร่หลายในจังหวัดลำปาง สับปะรดพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สับปะรดปัตตาเวียพันธุ์น้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสหวานเหมือนน้ำตาลทราย ผลจะมีลักษณะอวบใหญ่ น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม เพราะเกษตรกรนิยมใช้เส้นตอกมัดก้า
สับปะรดห้วยมุ่น เป็นผลไม้เปลือกบาง เนื้อผลสีเหลืองน้ำผึ้ง กลิ่นหอม รสหวานฉ่ำแบบธรรมชาติ กินไม่กัดลิ้นหรือมีกากใยช่วยในระบบการย่อยที่ดีต่อสุขภาพ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปลูกง่าย กำไรงาม เกษตรกรได้จัดการปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมเพื่อผลิตให้ได้ผลสับปะรดห้วยมุ่นคุณภาพนำออกสู่ตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เงินแสนบาทนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง คุณพี่บัวผัน มูลเงิน เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น 5 ไร่ ได้เริ่มปลูกเมื่อปี 2554 หลังการปลูกได้ดูแลรักษาที่ดีมีผลผลิตคุณภาพออกขาย แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น จึงเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ จึงเช่าพื้นที่ 20 ไร่ เพื่อปลูกสับปะรดเพิ่ม มีค่าใช้จ่ายในการเช่า 5,000 บาท ต่อปี ต่อไร่ การปลูกครั้งแรก ได้ไปซื้อหน่อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมา 20,000 หน่อ หน่อละ 1.50 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ด้วยลักษณะภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมพื้นที่ปลูกมีความแตกต่างจากแหล่งปลูกเดิม จึงทำให้ได้ผลสับปะรดคุณภาพที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น จึงเรียกว่า สับปะรดห้วยมุ่น เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้ มีความมั่น
ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ผลผลิต สับปะรดห้วยมุ่น กำลังอยู่ในช่วงที่คุณภาพดีที่สุด และมีปริมาณมากที่สุด เป็นสับปะรดที่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศนิยมบริโภคกันมากที่สุด เกษตรอุตรดิตถ์ ปรับกลยุทธ์กระจายผลผลิต ให้ออกสู่ตลาดในสภาพคล่อง จัดการตลาดในแบบแสวงหาการมีส่วนร่วม โดยให้มีการซื้อขายทาง Internet และสื่อ Digital ต่างๆ ใช้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภค “สัมผัสสับปะรดห้วยมุ่น ที่แท้จริงด้วยลิ้น และบอกกล่าวด้วยปาก” นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า “สับปะรดห้วยมุ่น” ซึ่งเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับการประกาศให้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI.) มีพื้นที่ปลูก 30,707 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 27,719 ไร่ ให้ผลผลิตกว่า 122,700 ตัน ณ เวลานี้เกิดปัญหาด้านการขาดสภาพคล่อง ในการกระจายผลผลิต เนื่องจากสาเหตุสำคัญคือ สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย มีผลทำให้เกิดการสุกแก่ของสับปะรดพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งตามปกติแล้วผลผลิตสับปะรด จะทยอยสุกแก่จากภาคใต้ ตะวันออก กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ อีกประการหนึ่งคือสภาพภูมิอากาศปีนี้ เอื้ออำนวยต
ของดีจากตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งสภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและเป็นดินทรายเหมาะกับการปลูกสับปะรด จึงมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธ์ปัตตาเวีย ที่ถูกนำเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่น ประมาณ 50 ปีมาแล้ว (บ้างก็ว่า 100 ปีแล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น และมีคุณลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ ช่วงในฤดูเดือนพฤศจิกายน-มกราคม และกลางเดือนเมษายน-กรกฎาคม ราคาถูก เพราะมีผลผลิตมาก ช่วงนอกฤดู เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ราคาแพง ผลผลิตมีน้อย
นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เผยว่า อุตรดิตถ์มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นที่พร้อมเก็บเกี่ยวกว่า 29,970 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ใน ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด กว่า 28,000 ไร่ และที่อำเภอบ้านโคกอีกกว่า 1,000 ไร่ รวมผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้กว่า 144,000 ตัน ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วเท่าตัว โดยออกเดือนมิถุนายนมากที่สุด 60,000 ตัน ปัญหาของเกษตรกรคือ จำหน่ายเพื่อการบริโภคสดเป็นหลัก มีส่งเข้าโรงงานเล็กน้อย ขณะนี้มีแนวโน้มราคาลดลง เกษตรกรบางรายระบุว่าราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 3 บาท ลดลงจากช่วงเริ่มฤดูเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท ผวจ.อุตรดิตถ์ จึงได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือด่วน นายชัยยันต์ ยอดคำ พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการตลาดสับปะรด ห้วยมุ่น อาทิ ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ สั่งซื้อจากเกษตรกรโดยสำนักงานเป็นตัวกลาง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออก ผลไม้ไทย มารับซื้อสับปะรดห้วยมุ่น 20 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งเป็นราคานำตลาด เพื่อไปจำหน่ายยังประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีผู้ค้าจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สนใจส
วันที่ 17 มีนาคม 2560 นายอิสระ บุญมาก ราษฎรบ้านโป่งพาน หมู่ 5 ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ต.ห้วยมุ่น มีทั้งหมด 8 หมู่บ้าน ประชากรราว 3,000 คน มากกว่า 1 เดือนแล้วที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกลงในพื้นที่ช่วงฝนที่ผ่านมานั้นมีค่อนข้างน้อย ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ตามลำห้วยที่อยู่บนภูเขาก็มีน้อยลงไปด้วย ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องใช้มาตรการประหยัดน้ำกันแล้ว โดยผู้ใหญ่บ้านจะประกาศให้ลูกบ้านทราบว่า ช่วงเย็นหลังจากเปิดน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนได้พอแล้วก็ให้ปิด เพราะต้องให้ประชาชนที่อยู่ปลายน้ำได้ใช้น้ำบ้าง หากใช้กันฟุ่มเฟือย อีก 3-4 เดือนก็อาจจะแล้งหนักมากกว่านี้ “สับปะรดห้วยมุ่นเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของ ต.ห้วยมุ่น และของ จ.อุตรดิตถ์ โดยสับปะรดห้วยมุ่นจะมีผิวเปลือกบาง ตาตื้น ผลแก่ เปลือกที่ใกล้กับก้านผลจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อภายในผลสีเหลืองน้ำผึ้ง กลิ่นหอม รสหวานแบบธรรมชาติ เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ฤดูกาลของสับปะรดห้วยมุ่นที่จะออกช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมทุกปี แต่ปีนี้แล้งมาเยือนส่งผลทำให้คุณภาพไม่ดีเท่าทุกปีที่ผ่านมา แม้ชาวบ้านจะใ
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2556 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศรับขึ้นทะเบียน “สับปะรดห้วยมุ่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยระบุว่า สับปะรดห้วยมุ่น หมายถึงสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ที่มีผิวบาง ตาตื้น เนื้อหนานิ่ม สีเหมือนน้ำผึ้ง รสชาติหวานหอม ฉ่ำน้ำ ไม่ระคายลิ้น ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ตำบลห้วยมุ่นและตำบลน้ำไผ่ ของอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม และกลางเดือนเมษายน-กรกฎาคม ช่วงเก็บเกี่ยวนอกฤดู ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และสิงหาคม-ตุลาคม ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นจังหวัดอุตรดิตถ์ 482 ราย ระยะทางจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด เกือบ 100 กิโลเมตร ถือว่าไม่มากนัก แต่ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางทวีคูณเป็นสองเท่า เพราะเส้นทางเป็นเขาชัน คดเคี้ยว แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานมนานกลับคุ้นชิน และมองว่าไม่ใช่ความลำบากหากต้องเดินทาง คุณบันแล มาดีคาน และคุณรัตนาพรรณ มาดีคาน สองสามีภรรยา ชาวตำบลห้วยมุ่น เจ้าของแปลงสับปะรดห้วยมุ่น พื้นที่ 20 ไร่ เกิดและเติบโตในพื้นที่ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของพืชในท้องถิ่น ชี้ให้เห็นว่าก่อนหน้าพื้นท
