สารตกค้าง
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เปิดเผยผลตรวจสารพิษในผักผลไม้ตกค้างเกินมาตรฐาน ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการตรวจสอบเฝ้าระวังสถานการณ์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงที่ด่านอาหารและยา ซึ่งผลจากการตรวจวิเคราะห์ผักและผลไม้ จำนวน 511 ตัวอย่าง ล่าสุด วันที่ 28 มิถุนายน 2562 ได้รับผลวิเคราะห์ 97 ตัวอย่าง จาก 15 จังหวัด พบผ่านมาตรฐาน ร้อยละ 86.6 จำนวน 84 ตัวอย่าง และตกมาตรฐาน ร้อยละ 13.4 จำนวน 13 ตัวอย่าง ซึ่งผักที่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเป็นชนิดเดียวกับที่ไทยแพนตรวจพบ ได้แก่ ผักกวางตุ้ง คะน้า แตงกวา พริกหวาน โหระพา ถั่วลันเตา ในส่วนของผลไม้ ได้แก่ ส้ม แก้วมังกร ทั้งนี้ อย. จะตรวจติดตามผลผู้ค้าในรายที่ไทยแพนตรวจพบการตกมาตรฐาน และจะดำเนินคดีตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง นพ.ธเรศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัย ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 386 พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวิธีการผลิต
งานพืชสวนก้าวหน้า ครั้งที่ 15 (HORITEX 2018) ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เวทีประชุมหารือ “GAP ไม่มีไม่ได้แล้ว” เป็นหัวข้อที่โดนใจ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 200 คน กระทั่งห้องประชุมล้นหลาม โดยมี ดร. เสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ประธานประชุม ตอบคำถามด้วยตัวเองอย่างชัดเจนตรงประเด็น จากผู้ร่วมเวที อาทิ อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรจังหวัด 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประธานแปลงใหญ่ทุเรียน จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด จันทบุรี-ชุมพร นายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย ผู้แทนผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ GMP ผลไม้ทั้งเปลือก จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และ7ผู้แทนเกษตร GAP ดีเด่น เป็นต้น เพื่อหารือแนวทางการทำมาตรฐาน GAP ของทุเรียน และ GMP ของโรงคัดบรรจุ เพราะอนาคตทุเรียนต้องประสบปัญหาคู่แข่งด้านการตลาดกับเพื่อนบ้านอาเซียนและเป็นผลไม้ที่สามารถส่งออกทำเงินได้ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท จีน พบสารตกค้าง เกษตรกร โรงคัดรีบทำตลาด โชว์ GAP/GMP ทุเรียนคุณภ
สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 ที่คลุกคลีและมีประสบการณ์ทำมะม่วงนอกฤดูในเขตภาคเหนือตอนล่างมานาน โดยเฉพาะการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออก ทางสวนคุณลีจึงอยากจะเรียบเรียง เทคนิคการผลิตมะม่วงนอกฤดูคุณภาพส่งออก เพื่อเป็นแนวทางในการผลิตมะม่วงเบื้องต้น ให้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น ปุ๋ย และฮอร์โมน การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียวอาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้ การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุด จึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการควบคุมความปลอดภัยในสินค้าข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่น โดยฝ่ายญี่ปุ่นยินยอมเลื่อนการออกประกาศบังคับฉบับใหม่ที่ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) ของสารฟอสอีทิล (fosetyl-aluminium) ซึ่งผสมในยาปราบศัตรูพืชปนเปื้อนในสินค้าเกษตรต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (กก.) ออกไปก่อนจากเดิมเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเดือนมีนาคม และมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้จะยังคงบังคับใช้ประกาศฉบับเดิมกำหนดสารพิษตกค้างดังกล่าวสูงสุดไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จนกว่าจะหารือและได้ข้อสรุปกับประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบแล้วเสร็จ “การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลไทยและเป็นข่าวดีของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่จะมีเวลาหามาตรการรับมือต่อกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” สำหรับสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยไปยังญี่ปุ่น ตามข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเ
การตอกย้ำถึงอันตราย ! ของ “สารเคมีตกค้าง” ในประเทศไทยชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ได้ออกมาแถลงผลการตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักและผลไม้ ประจำปี 2561 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานระบุว่า พบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินหรือ “ผักไฮโดรโพนิกส์” สูงกว่าผักทั่วไป โดยไทยแพนเก็บตัวอย่างผักไฮโดรโพนิกส์ 30 ตัวอย่างจากตลาดและห้างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พบว่า ผัก 19 ตัวอย่างพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน หรือคิดเป็น 63.3% ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด โดยพบผักที่ไม่มีการตกค้างเลย 8 ตัวอย่าง และพบว่าตกค้างแต่ไม่เกินมาตรฐาน 3 ตัวอย่าง เมื่อเทียบกับการตกค้างของผักและผลไม้ทั่วไป ไทยแพนได้สำรวจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีการตกค้างสูงกว่า โดยผักทั่วไปพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 54.4% ไทยแพนย้ำว่า ความเข้าใจของประชาชนที่คิดว่าผักไฮโดรโพนิกส์เป็นผักที่ปลอดภัย มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อย จึงไม่เป็นความจริง ! ทั้งนี้ ไทยแพนระบุว่า พบสารพิษตกค้างมากถึง 25 ชนิด เช่น สารกำจัดวัชพืช (Herbici
นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตรดำเนินการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากแหล่งผลิตทั่วประเทศทั้งหมด 196 ชนิดพืชรวม 4,518 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนตุลาคม 2559-กรกฎาคม 2560 แบ่งเป็นแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(จีเอพี:GAP) จำนวน 1,608 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร(จีเอพี:GAP) จำนวน 2,904 ตัวอย่าง และแปลงเกษตรอินทรีย์(Organic )จำนวน 6 ตัวอย่าง สรุปได้ว่า สินค้าเกษตรที่เก็บจากแปลงที่ได้มาตรฐานจีเอพีผ่านมาตรฐานสารพิษตกค้าง 92.2% และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐาน จีเอพี ผ่านมาตรฐาน 93.6% ส่วนแปลงเกษตรอินทรีย์ 6 แปลงไม่พบสารตกค้างทั้งหมด ทั้งนี้ จากการตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตร 145 ชนิดจาก 196 ชนิด ผ่านมาตรฐานปลอดภัย 100% เช่น หอมแดง มะเขือยาว ผักสลัด/ไฮโดรโพนิกส์ ผักกาดหอม กระเจี๊ยบเขียว บลอคโคลี ชะอม ถั่วแขก เห็ด กล้วย สตรอเบอรี ส้มโอ เป็นต้น “สินค้าเกษตรที่อยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐานที่ตรวจพบการตกค้างเกินมาตรฐาน กรมจะไม่ออกใบรับรองแหล่งผลิตพืชให้เกษตรกรรายนั้นๆแ
เมื่อวันที่ 28 กันยายน น.ส.จิตตานันท์ กิจวรสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จ.น่าน เปิดเผยหลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรมาทำวิจัย และผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้ประชาสัมพันธ์เตือนเกษตรกร ใช้สารเคมีมากปริมาณกว่า 1.8 ล้านลิตร เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ 8 แสนไร่ ใช้เฉลี่ยไร่ละ 3 ลิตร กระทั่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นกว้างขวาง เกรงสารเคมีอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและภูเขาหัวโล้นว่า เป็นประเด็นร้อนที่ทุกภาคส่วนกำลังตื่นตัว เรียกร้องให้ดูแลวิถีความเป็นอยู่ส่วนรวมอย่างจริงจัง ดังนั้นปีงบประมาณใหม่ 2560 นี้ จึงกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้เสียคือผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช หรือสารฆ่าแมลง เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวในลักษณะ “ซีเอสอาร์” หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาคราชการ เกษตรกร ทำแผนภายใต้ภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตตามค่าวิเคราะห์ดิน และลด ละ เลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด “ประการที่สองโฟกัสไปที่รณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจัง ให้ใช้สารชีวพันธุ์ทดแทนสารเคมี ตอนนี้เราได้งบพั
