สินค้าอินทรีย์
สินค้าอินทรีย์ ของดี เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ผลผลิตและผลิตภัณฑ์จาก 10 เกษตรกรดีเด่นของโครงการการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดประจำปี 2565 ซึ่งเป็นโครงการภายใต้มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ในกลุ่มบีซีจี เบญจจินดา คุณณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด กล่าวว่า การดำเนินโครงการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดนั้น มีการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ซึ่งทางโครงการได้มีการค้นหาเกษตรกรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เป็นต้นแบบของเกษตรกรยุคใหม่ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน โดยองค์กรทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ให้กับเกษตรกร ในการเพิ่มช่องทางนำเสนอสินค้า และจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพ อีกทั้งสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีถึงผู้บริโภค รักบ้านเกิดขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย สู่การกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และส่งมอบสุขภาพดีผ่านสินค้าอินทรีย์ ของดี เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ที่ส
กาญจนบุรี เป็นอีกจังหวัดของบ้านเราที่มีพืชผักผลไม้อุดมสมบูรณ์ มีทั้งพืชไร่และพืชสวน พร้อมกันนั้น กลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่มก็นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งสร้างรายได้อย่างงาม โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่ปลูกแบบอินทรีย์เพราะสามารถขายได้ราคาสูงกว่าผักทั่วไปที่ใช้เคมี อย่างกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยคที่มี คุณวิมล โพธิ์มี เป็นประธาน กลุ่มนี้เป็นเครือข่ายหนึ่งของสามพรานโมเดล โดยมี คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารโรงแรมสามพรานฯ นั่งเป็นประธาน ผ่านมาตรฐาน PGS กลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยค ตั้งอยู่ที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีสมาชิกทั้งหมด 15 ราย ปลูกพืชพันธุ์พื้นเมืองและผักผลไม้ตามฤดูกาล นอกจากนั้น ยังนำผลผลิตหลายอย่างมาแปรรูป อาทิ ทำแป้งกล้วย กล้วยอบกล้วยฉาบหลากหลายรสชาติ ทำห่อหมกหัวปลี มะขามแช่อิ่ม และน้ำพริก ฯลฯ ผลผลิตของสมาชิกทั้งหมดปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่ขับเคลื่อนโดยสามพรานโมเดล คุณวิมลและสมาชิกในกลุ่มได้สาธิตการปิ้งอบหัวปลี ลักษณะคล้ายๆ การทำห่อหมกหัวปลีแบบปิ้ง ซึ่งมีจุดเด่นตรงการใช้แป้งกล้วยที่ทำขึ้นเองประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยคแจงว่า ในชุม
น.ส.สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้ประกอบการ 22 บริษัทที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่สำคัญและใหญ่สุดในโลก ที่เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสินค้าอาหาร เครื่องดื่มอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ผักและผลไม้ ชา กาแฟ น้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวจากข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ งาน BIOFACH 2018 เป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจอินทรีย์ใหญ่สุดในโลก ภายในงานจะมีการเจรจาธุรกิจ ถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะเปิดตัวสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่สายตาชาวโลก ตามนโยบายรัฐต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าอินทรีย์ และสินค้าที่ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมได้อีกมาก โดยการจัดงานปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า 2,535 บริษัท จาก 80 ประเทศทั่วโลก คาดมีผู้เข้าชมงาน 51,453 คน จาก 129 ประเทศทั่วโลก มีพื้นที่จัดแสด
ทุกวันนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 20% อันเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จูงใจให้เกษตรกรทั่วโลกหันมาปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 3 แสนไร่ ตัวเลขพื้นที่ปลูกมากเป็น อันดับที่ 8 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 60 ของโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์สำคัญของไทย ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ดังนั้น “ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงเป็นโอกาสและความหวังของเกษตรกรและรัฐบาลไทย ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อผลักดันปร
