สุขภาพ
ผักผลไม้หลากสีเวลาที่ไปอยู่ในเมนูไหนก็ชวนให้น่ากินและเพิ่มความยากอาหารของเราเพิ่มมากขึ้น แต่พวกเรารู้ไหมว่าในความสวยหลากสีสันมีคุณประโยชน์ต่างๆ ซ่อนอยู่? ผักผลไม้สีเขียว สารที่ให้ในผักคือ คลอโรฟิลล์ ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตา และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย แถมมีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย ผักผลไม้สีเขียว : กะหล่ำปลีสีเขียว บร็อกโคลี่ คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง อะโวกาโด แตงกวา ผักโขม ถั่วลันเตา แอปเปิ้ลสีเขียว องุ่นเขียว ผักผลไม้สีขาว สารอาหารในผักสีขาว จะเป็นกลุ่มสารฟลาโวนอยด์คือ แซนโทน สารที่มีอยู่ในผักผลไม้กลุ่มนี้เป็นที่น่าสนใจของนักวิจัย เพราะมีประโยชน์หลายด้าน ช่วยชะลอความเสียหายของเซลล์และอวัยวะในร่างกาย และช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ผักผลไม้สีขาว : ขิง ผักกาดขาว หัวไชเท้า ดอกกะหล่ำ เห็ด กระเทียม ลิ้นจี่ ลูกเดือย แห้ว ผักผลไม้สีแดง สารอาหารในผักสีแดง คือ ไลโคปีน เบตาไซซีน และสารแอนโทไซยานิน ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ลดควา
รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน (AIHD) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงนิยามของ PHC ว่า เป็นแนวคิด หลักการและกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลกในการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ซึ่งสถาบันฯ ถือเป็นภารกิจสำคัญในการประสานเครือข่ายพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ และองค์ความรู้ในการนำหลักการ PHC สู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ “ขณะนี้เรามีงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เกี่ยวกับการประเมินนโยบายคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) โดยมีการเสนอเพื่อการจัดตั้งคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด(พชจ.) เพื่อเป็นกลไกเสริมหนุนการขับเคลื่อน พชอ. เพื่อให้เกิดผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับชุมชนต่อไป นอกจากนี้ มีงานวิจัยเพื่อพัฒนาบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญแห่งการบรรลุเป้าหมาย SDGs ต่อไป ซึ่งจะทำให้
การจะมีสุขภาพดีในยุคประเทศไทย 4.0 ที่ทุกอย่างดูรีบเร่งตลอดเวลานั้น ไม่เพียงแต่ต้องใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบต่างๆ ยังจะต้องฉลากเลือกอาหารการกินให้กับตนเองและสมาชิกในครอบครัวด้วย เพราะจากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าอัตราการป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือเอ็นซีดี เช่นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดย 70% ของคนไทยเสียชีวิตเนื่องจากกลุ่มโรคเหล่านี้ เพื่อให้ดีจึงต้องสังเกตมาตรฐานโภชนาการจากผู้ผลิตก่อนซื้อสินค้า เนสเล่จึงได้เชิญเหล่าเซเลบริตี้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหารและยา เผยว่า การลดอัตราการเจ็บป่วยโรคไม่เรื้อรัง ต้องเริ่มจากเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ รู้จักใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงไปพร้อมกับทานอาหารให้มีประโยชน์ ซึ่งเด็กไทยมีภาวะอ้วนเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชีย รวมถึงป่วยเป็นเบาหวานและความดันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จึงต้องรณรงค์ให้คนไทยลดหวาน มัน เค็ม ซึ่ง อย.ได้ร่วมกับสถาบันโภชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ เป็นตัวช่วยให้เข้าใจมากขึ้น สำหรับวิธีการดูฉลากนั้นสามารถดูได้ง่ายๆ โดยหากมีสัญลักษณ์โ
เมื่อมีการใช้ร่างกายไปนานๆ ร่างกายก็จะเริ่มเกิดความเสื่อมเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ การเกิดความเสื่อมของร่างกายแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง พญ. กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก AddLife Anti-Aging Center ไลฟ์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า คนเราทุกคนเติบโตแตกต่างกัน ทำให้ร่างกายเสื่อมแตกต่างกัน ทั้งอัตราเร็วของความเสื่อมและอวัยวะที่เสื่อม ขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ 1. ปัจจัยภายใน คือดีเอ็นเอ หรือพันธุกรรม 2. ปัจจัยภายนอก หรือวิธีการดำรงชีวิตของเรา ซึ่งมีผลต่อสุขภาพมากถึง 80% เมื่อร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อมจะเกิดขึ้นที่อวัยวะ ซึ่งการเกิดความเสื่อมที่อวัยวะจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค อาทิ ความเสื่อมที่ตับอ่อน สัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน, ความเสื่อมของหลอดเลือด สัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง, ความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกัน สัมพันธ์กับการโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงความเสื่อมของร่างกายได้โดยปรับปัจจัยการดำรงชีวิตให้ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระอยู่ในระดับต่ำ โดยการปรับพฤติกรรมดังนี้ คือ 1.
จากผลการสำรวจการรับรู้ถึงอันตรายของโรคลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำพบว่าคนไทยมีความเข้าใจถึงอันตรายของโรคลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำในระดับต่ำมาก สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ : ป้องกันก่อนจะเกิดอันตราย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการรณรงค์วันหลอดเลือดอุดตันโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม จากผลการสำรวจการรับรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จัดทำโดยองค์การนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดอุดตัน หรือ ISTH ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรวัยผู้ใหญ่ใน 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา สหรารชอาณาจักร เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อูกันดา และ ประเทศไทย พบว่าระดับความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แม้ว่าโรคหลอดเลือดอุดตันและภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จะสามารถป้องกันได้ แต่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เสียชีวิต จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุ
อาจารย์แพทย์หญิงวรกานต์ ทิพย์สิงห์ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า โรคข้ออักเสบเกาท์ (gouty arthritis) คือ โรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตที่ตกผลึกสะสมที่ข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อเกิดเป็นปุ่มก้อนตามร่างกายที่เรียกว่า โทฟาย (tophi) การตกผลึกของผลึกเกลือยูเรตเกิดจากระดับกรดยูริกในซีรั่มที่สูงเป็นระยะเวลานาน เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงจนเกินขีดจำกัดการละลายจะเกิดการตกผลึกในข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงที่ยังไม่มีอาการไปเป็นโรคเกาท์แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการของโรคเกาท์ แต่มักจะมีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก (metabolic syndrome) ซึ่งได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในวงการแพทย์ว่ากลุ่มอาการเมตาบอลิกเป็นกลุ่มอาการที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) ดังนั้นโ
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะประชาชนทุกวัยสร้างวินัยสุขภาพ ป้องกันโรคและภัยคุกคามนานาชนิดในช่วงฤดูฝน ยึด ‘7 หลักสุขบัญญัติ’ เริ่มตั้งแต่ที่บ้าน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นพ. ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล รองโฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในช่วงนี้จนถึงเดือนตุลาคม มักจะพบโรคที่มากับช่วงหน้าฝน ได้แก่ 1. โรคติดต่อทางระบบหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม 2. โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ โรคมาลาเรีย โรคชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา 3. โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น โรคอหิวาตกโรค และโรคไวรัสตับอักเสบ เอ 4. โรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรค มือ เท้า ปาก และโรคเลปโตสไปโรซิส และ 5. ภัยสุขภาพอื่นๆ เช่น อันตรายจากสัตว์มีพิษ ภัยจากฟ้าผ่า และอุบัติเหตุทางถนน ลื่นล้ม จมน้ำ ฯลฯ จึงขอให้ประชาชนทุกวัยสร้างวินัยทางสุขภาพโดยใช้หลักสุขบัญญัติเพื่อป้องกันโรคและภัยคุกคามในช่วงหน้าฝน โดยปฏิบัติให้เป็นนิสัย สามารถปฏิบัติได้ทุกคนและทุกวัย นพ. ภัทรพล กล่าวต่อไปว่า การสร้างวินัยทางสุขภาพตาม “สุขบัญญัติ ปฏิบัติได้ทุกวัย” ปฏิบัติได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ป้องกัน
