สุรินทร์
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. นายสายันต์ พูนศิริ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และ นายวรพนธ์ รุ่งฟ้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์ ลงพื้นที่เยี่ยมสาขาในสังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย สาขาเมืองใต้ สาขาสุรินทร์ และสาขาปัทมานนท์ เพื่อให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานของธนาคาร พร้อมให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานของสาขาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีบัญชี 2567 ผ่านโครงการและผลิตภัณฑ์สำคัญต่างๆ ของธนาคาร อาทิ มาตรการพักชำระหนี้ลูกหนี้รายย่อย มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 สินเชื่อเงินด่วนคนดีแก่ อสม. และ อสส. สินเชื่อเงินด่วนกึ่งแสน และสินเชื่อเคหะเพื่อที่อยู่อาศัย BAAC Housing Loans และแคมเปญเงินฝากวันเด็กแห่งชาติ “Kids D 2568” เพียงเปิดบัญชีใหม่ หรือฝากเงินเพิ่มเข้าบัญชีเงินฝากเดิม ผ่านเคาน์เตอร์ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ จำนวน 2,000 บาท ขึ้นไป หรือเลือกฝากเงินครั้งละ 1,000 บาทขึ้นไป จำนวน 2 ครั้งที่สาขาเดียวกัน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 17 มกราค
ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ขับเคลื่อนมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรมีเงินทุนในระหว่างชะลอการขายข้าว และป้องกันปัญหาผลผลิตข้าวเปลือกล้นตลาดที่ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ พร้อมสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรหรือการนำผลผลิตมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อจำหน่ายในตลาด โดยตั้งเป้ารองรับปริมาณข้าวเปลือกรวม 4.5 ล้านตัน ชู สกต.สุรินทร์ ต้นแบบการดำเนินงานที่ครบวงจร ทั้งการรับซื้อ การรวบรวมผลผลิต และการนำผลผลิตมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายไพศาล หงษ์ทอง นายทองคำ เกตุโชติ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการค้าภายใน สำน
โคเนื้อ เป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงที่ปัจจุบันมีการเลี้ยงมากขึ้น จากที่เห็นในเวลานี้อายุของเกษตรกรมีหลายกลุ่มและหลายวัยมากขึ้น โดยเกษตรกรมีอายุน้อยลงและสนใจในเรื่องของการเลี้ยงโคเนื้อมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นสัตว์ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นจึงนึกถึงความสัมพันธ์ที่อยากจะเลี้ยงด้วยตัวเอง และสร้างเป็นอาชีพที่มีรายได้ในเวลาต่อมา คุณราชันม์ ถาพรพาท อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 14 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นเกษตรกรหนุ่มไฟแรง โดยยึดการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมชาโรเลส์และอื่นๆ มีการพัฒนาการเลี้ยงให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น ทำให้โคเนื้อที่เลี้ยงมีผลกำไร และสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมให้กับตัวเองหลักแสนต่อปี คุณราชันม์ เล่าให้ฟังว่า การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพเสริมที่ทำมาตั้งแต่สมัยคุณตา ซึ่งเขาเองเห็นการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดนี้มาตั้งแต่จำความได้ เมื่อโตขึ้นในช่วงวันหยุดหลังจากเลิกเรียน ก็จะเข้ามาช่วยคุณตาและคุณลุงเลี้ยงโคอยู่เสมอ ความฝันการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพเสริมจึงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ เมื่อเขาสามารถดำเนินธุรกิจและมีความรับผิดชอบมากพอ ทำให้ได้รับช่วงต่อการเลี้ยงโคมาสร้างเป็นอาชีพ
“ฟักข้าว” เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลายประเทศ ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน นำมาเป็นผักได้ ด้วยการนึ่งหรือลวกให้สุก หรือนำผลอ่อนไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค และจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจ ฟักข้าว ในฐานะพืชเป็นยา เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์จึงมีการนำเยื่อฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการบริโภค แล้วยังสามารถเข้าถึงประโยชน์จากคุณค่าของฟักข้าวได้อย่างง่าย ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 ต
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง ในงานมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ปลอดเหล้า ประจำปี 2560 ก่อนที่ช้างจะเข้าไปร่วมแสดงช้างประจำปีของ จ.สุรินทร์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. และวันที่ 19 พ.ย.นี้ พร้อมพิธีมอบธงสัญลักษณ์ความร่วมมือการร่วมจัดงานช้างในปีหน้า จากนายอำเภอท่าตูม ที่นั่งบนหลังช้าง ส่งมอบให้กับ ผวจ.สุรินทร์ ก่อนจะมอบรางวัลแก่ขบวนแห่รถอาหารช้างที่ชนะเลิศในแต่ละประเภทด้วย ทั้งนี้มีช้างร่วมจำนวน 180 เชือก นำโดยขบวนช้างคู่แฝดเพศผู้คู่แรกของโลก คือพลายทองคำและพลายทองแท่ง ต่อด้วยขบวนรถอาหารช้างที่ตกแต่งสวยงาม ขบวนฟ้อนรำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยขบวนเคลื่อนมาจากหลังสถานีรถไฟสุรินทร์ ผ่านกลางตัวเมืองสุรินทร์ เข้ามายังบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวางอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ ผวจ.สุรินทร์จะทำพิธีเซ่นไหว้ศาลประกำ ก่อนจะให้ช้างทั้งหมดร่วมกันกินอาหาร ซึ่งมีการจัดโต๊ะอาหารเลี้ยงช้าง (บุฟเฟต์ช้าง) ที่มีความยาวถึง 400 เมตร น้ำหนักอาหารช้างถ
นายสมบัติ ธีระตระกูลชัย ประธานคณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมนายสมบัติ สมบูรณ์เทอดธนา ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของวิสาหกิจกลุ่มโคเนื้อวากิว ต.สลัดได อ.เมืองสุรินทร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของวิสาหกิจกลุ่มโคเนื้อวากิวให้มีความสมบูรณ์ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มุ่งเน้นเพิ่มความรู้ ความเข้าใจด้านการผลิต การตลาด และช่องทางจัดจำหน่ายที่เป็นอาหารปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงส่งออกไปต่างประเทศ นายสมบัติกล่าวว่า หอการค้าไทยมีโครงการหนึ่งหอจังหวัดหนึ่งสหกรณ์ หรือหนึ่งวิสาหกิจชุมชน สนใจช่วยพัฒนาวิสาหกิจกลุ่มโคเนื้อวากิวแบบครบวงจรให้แข็งแรง หาผู้ซื้อ และพัฒนาให้มาตรฐาน เพื่อต่อรองราคา ให้ได้ราคาดี สร้างรายได้แก่เกษตรกร นายมานพ แสงดำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สลักได กล่าวว่า วิสาหกิจสามารถผลิตโควากิวได้คุณภาพ รวมทั้งต้นทางสามารถปลูกแปลงหญ้าพืชอาหารสัตว์ เลี้ยงแม่พันธุ์ ผลิตลูก นอกจากนี้ ต่อยอดพัฒนาโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน รวมทั้งนำชิ้นส่วนที่เหลือมาแปรรูปสินค้าหลายชนิด ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับวันพฤหัสบ
สุรินทร์ – นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดโรงสีข้าวของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. หรือ สกต.สุรินทร์ โรงสีดังกล่าว สมาชิก สกต.สุรินทร์ ร่วมแรงร่วมใจกันระดมหุ้นลงทุนสร้างโรงสีข้าวเป็นของตนเองขนาดกำลังผลิต 120 ตันต่อวัน มูลค่าการก่อสร้าง 89 ล้านบาท โดยจะนำข้าวเปลือกหอมมะลิคุณภาพดี จากการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาผลผลิต มาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิคุณภาพดี บรรจุขนาดต่างๆ ภายใต้ตรา A-RICE และตรา สกต.สุรินทร์ ส่งจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกันปล่อยขบวนรถขนข้าวสารส่งถึงผู้บริโภคด้วย ด้าน นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรฯ กล่าวว่าโรงสีของ สกต.สุรินทร์ เป็นจุดนำร่องที่จะไปยกระดับคุณภาพของชีวิตของเกษตรกร ทางสหกรณ์จึงได้ร่วมหุ้นกันในการเปิดโรงสีของตนเอง เป็นโรงสีที่ทันสมัย ธ.ก.ส.เข้าไปสนับสนุนในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน โรงสีของสกต.สุรินทร์ถือเป็นต้นแบบในการที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกรและโรงสีของ สกต.สุรินทร์ เป็นแห่งแรกที่นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า RF เทคโนโลยี คือคลื่นวิทยุไปทำให้ไข่มอดฝ่อ จึงมั่นใจว่าข้าวสารที่ออกจาก สกต.สุรินทร์ปลอด
ชุมชนบ้านสำโรง ต.ท่าสว่าง อ.เมืองสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่างที่ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” (สสส.) ยกให้เป็น “ชุมชนน่าอยู่” เพราะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษในชุมชนจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างแท้จริง ปัจจุบัน ชุมชนบ้านสำโรงมีประชาชนอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 183 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม แต่เดิมเกือบทุกหลังใช้สารเคมีมาช่วยในการเพาะปลูก มีค่าใช้จ่ายจากการซื้อสารเคมีมากถึงปีละ 89,975 บาท ในช่วงเย็นของทุกวันจะมีกลิ่นสารเคมีลอยคลุ้งทั่วหมู่บ้าน เรียกว่า เข้าขั้นวิกฤตในเรื่องการใช้สารเคมี จนในช่วงปี 2553-2555 ชาวบ้านชุมชนบ้านสำโรงเสียชีวิต 3 คน ซึ่งพบว่ามีสารเคมีสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก รวมถึงเคยถูกร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานถึงเรื่องการใช้สารเคมีรบกวนเพื่อนบ้านในพื้นที่ จนพืชผลของบ้านสำโรงเคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักที่อันตราย “พีรวัศ คิดกล้า” ผู้ใหญ่บ้านสำโรง ได้คิดหาวิธีมากมายมาแก้ไขปัญหานี้ กระทั่งมีคุณหมอจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แนะนำโครงการของ สสส.ในการแก้ปัญหาของชุมชน โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องรวมตัวเป็นกลไกการทำงาน เรียกว่า “สภาผู้นำชุมชน” ที่มีต้นแบบมาจากหมู
