ส่งออก
ปศุสัตว์เร่งเครื่องเจรจา’สิงคโปร์’ มี.ค. หวังเปิดตลาดนำเข้าหมูอีกประเทศ หลังส่งออกล็อตแรกไปมาเลเซียฉลุย แนะฟาร์มเน้นรักษาจุดเด่นคุณภาพ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยแผนเชิงรุกขยายตลาดส่งออกหมูไทยหลังประสบความสำเร็จในตลาดมาเลเซียว่า กรมเตรียมเดินทางเยือนสิงคโปร์ภายในเดือนมีนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาเปิดตลาดหมูไปสิงค์โปรอย่างเป็นทางการในขั้นตอนสุดท้ายประกาศรายชื่อโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกได้เพราะขณะนี้กระบวนการตรวจรับรองโรงงานในประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว “การเปิดตลาดส่งออกหมูสำเร็จเป็นเครื่องพิสูจน์มาตรฐานการผลิตสุกรไทยว่าเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ สะท้อนถึงคุณภาพและมาตรฐานสากลของระบบการเลี้ยง การเชือด และการชำแหละของไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่สำคัญการขยายตลาดรองรับผลผลิตยังช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสม มีรายได้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ขาดทุน ขณะที่ผู้บริโภคในประเทศก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาที่ผันผวน” อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำให้เกษตรกรช่วยกันรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผล
อดีตนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยทองสุข จากที่เคยเป็นพนักงานออฟฟิศ และเจ้าของผับชื่อดังจังหวัดนครปฐม ไม่มีความรู้การทำเกษตรแม้แต่นิดเดียว อยู่มาวันหนึ่งต้องมาสวมบทบาทเกษตรกร ปลูกมะกรูด 30 ไร่ ที่จังหวัดราชบุรี และนครปฐม เลือกตัดเฉพาะใบขายเฉลี่ยวันละ 100 กิโลกรัม ส่งตลาดต่างประเทศเท่านั้น ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ในที่สุดกลายเป็นผู้พลิกโฉมหน้าพืชโบราณนอกสายตาสู่พืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ คุณศิวาวุธ สงวนทรัพย์ หรือ คุณเก่ง ชายหนุ่มวัย 33 ปี ไอดอลของผู้ปลูกมะกรูด เล่าว่า หลังจากเรียนจบเคยทำงานอยู่ฝ่ายส่งออกชุดชั้นในแห่งหนึ่ง ทำได้ไม่นาน รู้สึกไม่ชอบลักษณะงานที่ต้องนั่งอยู่กับโต๊ะ เลยออกมาหุ้นกับเพื่อนเปิดผับเปิดได้ 3 ปี เริ่มสนใจอาชีพเกษตร โดยเฉพาะมะกรูด เพราะคิดว่าปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก เป็นพืชที่ขายง่าย ตลาดมีความต้องการทุกวัน น่าจะเหมาะกับเกษตรกรมือใหม่ แต่ทว่าทุกอย่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มะกรูดปลูกยากกว่าที่คิด “คุณพ่อซื้อที่ดิน 4 ไร่ ที่ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ผมอยากใช้ที่ดินบริเวณนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เลยคิดจะปลูกพืช เบื้องต้นไปอบรมเรื่องการปลูกมะนาว ที่มหา
เมื่อกว่า 10 ปีก่อน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เคยนำเสนอ ชมพู่พันธุ์ใหม่ ที่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในชื่อของ ชมพู่ “เพชรคลองหาด” ซึ่งเป็นชมพู่ขึ้นชื่อ และเป็นไม้ผลส่งออก ราคาดี ชนิดหนึ่ง ของจังหวัดสระแก้ว ในวันนี้ ชมพู่เพชรคลองหาด ที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนั้น ได้รับการขยายพื้นที่ปลูกออกไป เกษตรกรปลูกชมพู่เพชรคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รวมกลุ่มกันในนามของ “กลุ่มปรับปรุงคุณภาพชมพู่ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก” และมีคุณยุทธนา ทัศมากร เกษตรกร ผู้ริเริ่มนำชมพู่เข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รายแรก เป็นโต้โผ บริเวณเวิ้งบ้านของคุณยุทธนา 7 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกชมพู่เพชรคลองหาดเต็มพื้นที่ 5 ไร่ ส่วนอีก 2 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่บ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น อาทิ แหล่งน้ำ และไม้ประดับ คุณยุทธนา มีภูมิลำเนาเดิมที่เกาะช้าง จังหวัดตราด แต่เพราะอาชีพหลักของชาวเกาะช้างส่วนใหญ่ หากไม่ดำเนินกิจการโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ หรือบังกะโล ก็หันหน้าเข้ายึดอาชีพประมง เพราะเป็นพื้นที่เกาะ อยู่ติดทะเล ทำให้คุณยุทธนา บ่ายหน้าออกหาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกไม้ผล เพราะเป็นความใฝ่ฝัน นับตั้งแต
บ้านหินเหิบ ต.แหลมทอง อ.ภักดีชุมพล เป็นแหล่งปลูกหอม ปลูกกระเทียมแหล่งใหญ่ของจังหวัดชัยภูมิ รวมแล้วมีเนื้อที่ปลูกมากถึง3 พันไร่ แต่ละบ้านจะมีที่โรงเก็บหอมกระเทียมอยู่ข้างบ้านขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างตามกำลังทรัพย์ นอกจากจะปลูกหอมกระเทียมส่งขายต่างประเทศแล้ว ยังปลูกพริกเม็ดใหญ่แบบพริกชี้ฟ้าอีกด้วย ชอบใจตรงที่โรงเรียนบ้านหินเหิบซับภูทองของตำบลนี้ จะปั้นกระเทียมอันเบ้อเริ่มเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้มาเยือนได้ทราบว่าที่นี่คือแหล่งปลูกหอม กระเทียม ซึ่งเกษตรกรปลูกกันมานานกว่า10 ปีแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่อพยพมาจากจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน แล้วมาจับจองที่ดินทำกิน อย่างคุณเจริญชัย พรมลี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 แหลมทอง ก็ยังมีที่ดินถึง 90 ไร่ ผู้ใหญ่ เจริญชัย เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ที่บ้านหินเหิบถือว่าอุดมสมบูรณ์สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีเพราะมีลำน้ำจากเขาไหลผ่าน เริ่มจากเดือนเมษายนจะลงพริกก่อน ซึ่งเป็นพริกชี้ฟ้าลูกผสม และพริกขี้หนูลูกผสมของซุปเปอร์ฮอต พันธุ์นี้ดีสามารถต้านทานโรค และเป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 20-25 บาท หรือบางปีบางช่วงผลผลิตน้อยก็อาจจะสูงถึง 80 บาท ถ้าราคาอยู่ตัว 40 บาท ถ้าจ
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ในปัจจุบันนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ปลูกมันเทศและมีการส่งออกมากที่สุดในโลก เมื่อย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการปลูกมันเทศของจีนทราบว่า ได้มีพ่อค้าฝรั่งนำพันธุ์มันเทศมาปลูกในสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 หรือประมาณ 300-400 ปี ที่ผ่านมา และในช่วงเวลานั้น มันเทศ นับเป็นอาหารหลักของคนจีนที่ยากจนและมีพื้นที่ปลูกมากทางตอนใต้ของประเทศจีน ปัจจุบัน มันเทศ ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ก้าวหน้าไปมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกและมันเทศไม่ใช่พืชหัวของคนยากจนอีกต่อไป นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศจนเป็นพืชหัวที่มีราคาแพงกว่าผลไม้หลายชนิด ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้น แต่สำหรับคนไทยจะรู้จักมันเทศจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการนำเข้ามาขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท โดยเรียกกันคุ้นปากว่า มันหวานญี่ปุ่น ที่มีเนื้อสีเหลือง ในการปลูกมันเทศได้มีการจัดแบ่งกลุ่มมันเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเพื่อการบริโภคสด ลักษณะเด่นของมันเทศในกลุ่มนี้เน
สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า Saifuddin Nasution Ismail รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภายในและกิจการผู้บริโภคมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียอยู่ระหว่างพิจารณาการจำกัด หรือระงับการส่งออกไข่ไก่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีไข่ไก่เพียงพอต่อตลาดในประเทศ รมว. กระทรวงการคค้าภายในฯ เปิดเผยในการแถลงข่าวการประชุมประจำเดือนของกระทรวง ว่า กระทรวงกำลังตรวจสอบว่า มีการร่วมมือกันกำหนดราคาทำให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวขึ้นทุกสัปดาห์ในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ โดยตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคมากมายทั้งในปีนัง ซาราวัก และปูตราจายา เกี่ยวกับราคาไข่ไก่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา “ในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ย. ราคาไข่ไก่ เกรด A ในปูตราจายานั้นเพิ่มขึ้นจาก 3.98 ริงกิต (ไข่ 10 ฟอง) เป็น 5.11 ริงกิต ส่วนในสัปดาห์ที่สามของเดือนราคาไข่ปรับลดลงเหลือ 4.04 ริงกิต และหลังจากนั้นก็อยู่ที่ราวๆ 4 ริงกิต” รมว. กระทรวงการค้าภายในฯ ยังระบุว่า ผู้ประกอบการและผู้ค้าส่งให้เหตุผลที่ราคาไข่ไก่ขึ้นนั้น มาจากด้านสภาพอากาศ ค่าเงิน ต้นทุนของอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้เลี้ยงไก่ด้วย ทั้งนี้ กระ
คาดปี’62 ส่งออกข้าวหด – ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยปี 2562 น่าจะทรุดตัวกว่าปี 2561 และคาดการณ์ปริมาณส่งออกไว้ที่ 10 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.65 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำกว่าที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ไว้ 11 ล้านตัน และไทยยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 รองจากอินเดียที่คาดว่าจะส่งออกได้ 13 ล้านตัน และเวียดนามเป็นอันดับ 3 ที่ 7 ล้านตัน สำหรับปี 2561 สมาคมฯ คาดว่าการส่งออกยังได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 11 ล้านตัน ดูจากปริมาณส่งออกรวมตั้งแต่ 1 ม.ค.- 23 ต.ค. ไทยส่งออกแล้ว 8.74 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.1% มูลค่ากว่า 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% หรือประมาณ 1.31 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% และมั่นใจ 2 เดือนที่เหลือปีนี้จะส่งออกได้เกิน 1 ล้านตันต่อเดือน ร.ต.ท.เจริญ กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทย คือ ความมผันผวนของค่าเงินบาทและเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมองว่าระดับ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐเหมาะสม รวมถึงต้นทุนราคาข้าวสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้พบว่าข้าวเปลือกหอมมะลิไทยในเดือนต.ค.ปีนี้ เที
ถ้าถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ทั่วไปว่า มะม่วงพันธุ์ไหนขายได้ราคาดีที่สุดเราจะได้คำตอบว่ามะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้” โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง นัยว่าถ้าพูดถึงมะม่วงไทยก็ต้องน้ำดอกไม้เท่านั้น กลุ่มสระแก้วผลิตทั้งน้ำดอกไม้และเขียวเสวยส่งออก ซึ่งมี คุณเจริญ เขื่อนข่ายแก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จ.สระแก้ว และเป็นเจ้าของสวนรุ่งเจริญ เลขที่ 21 หมู่ 17 บ้านชัยมงคล ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว 27210 โทร.086-1621835 กล่าวกับว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเกือบทุกรายจะเน้นแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียงอย่างเดียวเพราะส่งออกได้ราคาดีกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นแต่ผมและกลุ่มของผมมองว่าเราน่าจะทำมะม่วงเขียวเสวยด้วยเพราะในเขต จ.สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยเป็นจำนวนมาก อีกอย่าง คือ ขณะนี้มะม่วงเขียวเสวยสามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าเมื่อก่อน “สวนรุ่งเจริญ” มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 500 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอ
สนค.วิเคราะห์ผลสงครามการค้าสหรัฐฯ กับคู่ค้าในส่วนของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร พบไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหลายรายการ เพื่อไปทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งข้าว ผลไม้ กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ในตลาดจีน และข้าวโพดหวานในตลาด อียู แต่ก็ต้องระวังสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าไทย ทั้งถั่วเหลือง ข้าวสาลี น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการศึกษากระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า ในกลุ่มสินค้าเกษตรว่า ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าของสหรัฐฯ เช่น กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ข้าว ผลไม้สดและแห้ง โดยเฉพาะพวกส้ม และพบว่า สินค้ากากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เศษที่ได้จากการต้มกลั่น เป็นสินค้าที่มีโอกาสทำตลาดมากที่สุดในกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด โดยในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าเป็นมูลค่า 66 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยมีการส่งออกประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไป สปป.ลาว เกือบทั้งหมด จึงน่าจะสามารถกระจายสินค้าไปตลาดจีนมากขึ้นได้ ทั้งนี้ ผลจากการที่จีนขึ้นภาษีผลไม้ที่นำเข้าจาก
นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจราชการ “การบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ” จ.ลำพูน ว่า ปี 2561 ผลผลิตลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ มีปริมาณออกสู่ตลาด 654,329 ตัน แบ่งเป็นลำไยในฤดู 381,498 ตัน คิดเป็น 60% และนอกฤดู 272,831 ตัน หรือ 40% โดยลำพูนมีความโดดเด่นในด้านการทำงานร่วมกับเกษตรกร ทำให้มีผลผลิตในฤดูและนอกฤดูเท่ากัน 50% เป็นผลจากการนำแนวความคิดเชิงรุกมาดำเนินการ ส่งผลให้ลำไยในฤดูลดน้อยลง ไม่กดดันเรื่องราคามากเกินไป ทั้งนี้ การบริหารจัดการปีนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การบริโภคสด 28,084 ตัน 2.การแปรรูป 270,870 ตัน และ 3.การส่งออก 82,544 ตัน ได้มีการหารือกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) อยากให้จังหวัดมีการวางแผนการจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ ผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมที่มีผลผลิตออกมากที่สุดถึง 62% นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า 8 จังหวัดภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูกประมาณ
