ส่งออก
นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่บราซิลรับสินบนจากผู้ประกอบการและปล่อยผ่านให้เนื้อหมดอายุสามารถส่งออกได้ โดยตรวจพบตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศออกประกาศห้ามนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิล ถือว่าส่งผลดีต่อไทย โดยน่าจะส่งออกไก่ได้มากขึ้น คาดว่าทั้งปีจะเกินเป้าหมายที่กำหนดคือ 7.7 แสนตัน ซึ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นมากและกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยคือ ญี่ปุ่น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยส่งออกได้ 56,615 ตันเพิ่มขึ้น 26.38% ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากบราซิล 193,690 ตัน ลดลง 12.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา “ในช่วง 6 เดือนแรก ญี่ปุ่นนำเข้าไก่รวม 260,423 ตัน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากบราซิล แต่เนื่องจากมีปัญหากรณีเนื้อหมดอายุ เกิดความไม่เชื่อมั่น ญี่ปุ่นจึงหันมาซื้อกับไทย ในปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้รวม 3.7 แสนตัน ซึ่งสมาคมมีเป้าหมายจะทวงตลาดแห่งนี้คืนจากเดิมที่ไทยเคยส่งในตลาดนี้ได้มากกว่า 40% โดยพยายามดันส่งออกไก่สดให้ได้ตามเป้า 1.5 แสนตันในปีนี้ และ 2 แสนตันในปี 2560 ซึ่งเป็นปริมาณ
ม. หอการค้าฯ ต้านไม่อยู่ ศก.ไทยยังทรงกับทรุด หั่น จีดีพี เหลือ 3% จากเดิม 3.5% ส่งออกเหลือ 0.8% จากเดิม 2% บวกกับภัยแล้ง-สินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนต่างประเทศเจอภาพลบประมง-การบิน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2559-60 ว่า ศูนย์พยากรณ์ฯ ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 2559 อยู่ที่ 3% ในกรอบ 2.5-3.5% จากเดิม 3.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ค่อยชัดเจน ส่งผลฉุดการส่งออกไทย ซึ่งศูนย์พยากรณ์ฯ ปรับลดการขยายตัวส่งออกปีนี้อยู่ที่ 0.8% จากเดิม 2% “การปรับลดดังกล่าว ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ยังมีปัจจัยภัยแล้งที่ยาวนาน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้รายได้เกษตรกรหาย 1.2 แสนล้านบาท รวมมีเงินหายจากระบบเศรษฐกิจ 5.2 แสนล้านบาท ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงปัญหาประมง สหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางการค้า ปัญหามาตรฐานการบินของไทย และเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอตัว รวมถึงค่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม
นายสุริยา ธรรมธารา สมาชิก อบต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เจ้าของสวนและผู้จำหน่ายกล้วยหอมรายใหญ่ในจ.ปทุมธานี กล่าวว่า ปีนี้กล้วยราคาพุ่งสูงขึ้นมาก เนื่องจากความต้องการสูง ส่งผลให้ราคาหน่อกล้วยพุ่งสูงขึ้นมาก จากราคาหน่อละ 1-3 บาท ขึ้นไปถึงหน่อละ 10 บาท ตามอายุต้นกล้า ซึ่งที่สวนของตนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาขายไปแล้ว 140,000-150,000 หน่อ ขณะที่ผลผลิตกล้วยหอมก็ไม่มีจำหน่ายให้ผู้ซื้อจากจังหวัดชุมพร เพชรบุรี หนองคาย เชียงใหม่ เชียงราย น.ส.ศิลาพร สิงหลักษณ์ รองประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านเกาะคู เกษตรกรผู้ปลูกและขยายหน่อกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยประสบปัญหาผลผลิตเสียหายจากภาวะภัยแล้ง จึงมีการสั่งซื้อหน่อกล้วยเข้ามาจำนวนมาก รายละไม่ต่ำกว่า 100-1,000 หน่อ ปัจจุบันราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากหน่อละ 15 บาท เป็น 20 บาทแล้ว ซึ่งตนปลูกไว้จำนวนมากและผลผลิตไม่เสียหาย จึงขายในราคาไม่แพง ด้านการขายพันธุ์มะพร้าว นายธนภัทร หลงสมบุญ เจ้าของสวนธนภัทร จำหน่ายพันธุ์มะพร้าว จ.นครปฐม กล่าวว่า ปีนี้ราคาต้นพันธุ์มะพร้าวสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 100% หรือเพิ่มขึ้นเท่าตั
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในปี2559 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ปรับเป้าหมายส่งออกข้าวเพิ่มเป็น9.5ล้านตัน มูลค่าประมาณ 4,400ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ156,000ล้านบาท จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 9 ล้านตันเมื่อเดือนม.ค.2559 ที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังตั้งเป้าไว้ที่ 9.5ล้านตัน สำหรับการส่งออกข้าวในเดือนม.ค.-มิ.ย.59 ได้ส่งออกไปแล้ว 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.1% โดยปัจจุบัน ไทยได้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ1 ของโลก มากกว่าอินเดียที่ส่งออกได้ 4.76 ล้านตัน และมากกว่าเวียดนามส่งออกได้ 2.66 ล้านตัน ปัจจัยบวกที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทยในปี 2559 ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายคาดว่าตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาจะกลับเข้ามาซื้อข้าวตามปกติของทุกปี แบ่งเป็นปัจจัยบวก คือ รัฐบาลได้วางแผนทำการตลาดทั้งการเจรจาขายข้าวและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมีการระบายข้าวเก่าอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ส่งออกมีสินค้าส่งมอบให้ลูกค้าได้และช่วยทำให้ภาวะราคาข้าวปรับตัวอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สภาพภูมิอากาศกลับสูภาวะปกติและม
“โมซัมบิก” หนึ่งในประเทศที่น่าสนใจและสามารถเป็นตลาดใหม่ของไทยในทวีปแอฟริกา ด้วยปัจจัยความต้องการนำเข้าสินค้าที่ค่อนข้างสูง ทั้งยังเป็นประเทศที่เพิ่งมีความสงบและความมั่นคงทางการเมืองได้ไม่นานโมซัมบิก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศแอฟริกา ทั้งยังมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากที่ยังไม่มีการสำรวจและพัฒนา และยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาลให้สิทธิการลงทุนในหลายภาคส่วน เช่น เกษตร เลี้ยงสัตว์และอาหารสัตว์ ประมง แปรรูปสินค้า พลังงาน เหมืองแร่ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมาบูโต ในเดือนสิงหาคมนี้ แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและโมซัมบิกค่อนข้างบวก นอกจากนี้สถานะทางการค้าระหว่างกันยังมีความน่าสนใจ คือโมซัมบิกเป็นคู่ค้าลำดับที่ 79 ของไทย มูลค่าการค้าในปี 2559 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกไปโมซัมบิกประมาณ 35.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 5.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทสัตว์น้ำ กุ้ง
