ส่งออก
ทั้งโลกกินกาแฟปีละ 31,500 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือราวหนึ่งล้านล้านบาท หรือราว 1 ใน 3 ของงบประมาณที่ไทยใช้ในการพัฒนาประเทศในปีที่ผ่านมา อันนี้นับเฉพาะที่มีตัวเลขซื้อขายข้ามประเทศไปมานะ ที่ผลิตแล้วจิบกันเองในประเทศยังไม่รวม ถ้าเอารวมกันจริงๆอาจจะได้อีกเกือบเท่าตัว พูดกันสั้นๆ โลกเราจิบกาแฟกันอย่างจริงจัง อย่างเอาเป็นเอาตาย มูลค่ากาแฟที่เราจิบกันเข้าไป ไม่ได้น้อยหน้าทองคำ หรือเพชรพลอยที่ค้าขายกัน ในจำนวนนี้ อเมริกาซึ่งมีประชากร 250 ล้านคน จิบกันหนักหนา ถึงปีละ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เกือบสองแสนล้านบาท สูงสุดในโลก หรือราว 1 ใน 5 ของกาแฟที่จิบกันทั่วโลก เรื่องบริโภคที่อเมริกานี่ไม่ค่อยเป็นรองใครสักที เพราะฉะนั้นไม่มีใครแปลกใจ ถ้าว่ากันเป็นทวีป ตัวเลขที่รวบรวมกันเป็นเรื่องเป็นราว บอกว่า ยุโรปกินกาแฟปีละ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5 แสนล้านบาท ต่อปี หรือ 53% ของกาแฟที่จิบกันทั้งโลก อเมริกาเหนือที่รวมอเมริกาและแคนาดา จิบมาเป็นอันดับสอง ราว 23.5% และเอเชียจิบตามรั้งท้าย 14.5% ส่วนรายเล็กรายน้อย อย่างแอฟริกา จิบปีละ 2.3% โอเชียเนียซึ่งรวมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จิบจิ๊บๆ แค่ 1.2% เท่
ที่โรงแรมแคนทารี่ ฮิลล์ จ.เชียงใหม่ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานเปิดโครงการผลักดันการส่งออกผลไม้ภาคเหนือ โดยการเชื่อมโยงการค้ากับตลาดศักยภาพในอาเซียน เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ในรูปแบบการจัด Mini Exhibition ตามนโยบายการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง และเร่งรัดการส่งออกเพื่อระบายสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมาก โดย นางวรรณภรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รับทราบสถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ดังนั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงเร่งจัดหาตลาดใหม่ และช่องทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดิม เช่น อินโดนีเซีย และจีน นอกจากนั้น ยังเป็นการวางแผนการส่งออกสินค้าผลไม้ในระยะยาว โดยแสดงให้ผู้ซื้อได้เห็นถึงศักยภาพของผลไม้ภาคเหนือและผลิตภัณฑ์จากผลไม้ โดยเฉพาะ ลำไย รวมถึงเป็นการเร่งผลักดันการส่งออกลำไยฤดูการผลิตที่จะถึงนี้ “คาดมูลค่าเจรจาการค้าที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้กว่า 23,0
นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ทางกรมการค้าภายในได้นำคณะเยี่ยมชมตลาดบ้านนาแฮ ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อหาช่องทางขยายการค้าระหว่างประเทศไทยกับสปป.ลาว ให้เติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ หวังให้ผู้ประกอบการชาวสวนผลไม้จากประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทำผลไม้คุณภาพได้นำส่งผลไม้มาขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนาแฮ และได้มีการร่วมกันทำ MOU ในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยกับคน สปป.ลาวได้มาค้าขายกัน ในอนาคตอาจจะมีตัวแทนโดยนำผลไม้จากประเทศไทยมาขายในตลาด โดยทางกรมการค้าภายในที่ได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดว่าจะช่วยให้การค้าผลไม้ระหว่างไทยกับลาวเติบโตขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปด้วยกัน นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหาการค้าไทย เปิดเผยว่า การเซ็น MOU ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างผู้นำเข้าผลไม้ในสปป.ลาว และชิปปิ้ง Shipping รับนำเข้าส่งออกผลไม้ในตลาดบ้านนาแฮ กับเกษตรกรและสหกรณ์ผลไม้จากา
สรท.ยืนเป้าส่งออกทั้งปี 61 ขยายตัว 5.5% ปัจจัยเศรษฐกิจโลก หลายกลุ่มสินค้าที่ส่งออกยังเติบโตดี ขณะที่เงินบาทก็ยังเป็นปัจจัยห่วงของผู้ส่งออก วอนรัฐเข้ามาดูแลพร้อมทั้งปัจจัยเสี่ยงอื่น นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ยังคงยืนเป้าการส่งออกทั้งปี 2561 ที่ 5.5% ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ น้ำมันดิบ 60-65 เหรียญสหรัฐต่อลาเรล และปัจจัยบวก จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกและประเทศคู่ค้าหลัก การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อสินค้าเกษตร และราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง อย่างไรก็ดี ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ยังมองทิศทางที่สดใสอยู่ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่ยังมีแนงโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลต่อค่าเงินบาแข็งค่าตั้งแต่ต้นปี 2.88% ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกที่ผู้ส่งออกให้ความกังวล มาตรการกีดกันทางการค้าสหรัฐ และมาตรการตอบโตของประเทศคู่ค้า ปัญหาด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะการขาดแคลนตู้สินค้า ค
นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า คาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ปี 2560 จะไม่ถึงเป้าหมาย 2% ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม และ สศอ.ตั้งไว้ โดยน่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5% เนื่องจากช่วง 10 เดือนของปีนี้ (มกราคม-ตุลาคม 2560) เอ็มพีไอขยายตัวเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ระดับ 1.38% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากตัวเลขเอ็มพีไอเดือนตุลาคม 2560 เริ่มแผ่วลงอยู่ระดับ 110.41 ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 อยู่ระดับ 100.29 โดยระดับดังกล่าวยังขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 เพียง 0.48% ประกอบกับเอ็มพีไอได้รับผลกระทบจากยอดส่งออกรถยนต์ที่ลดลงจากเป้าหมายต้นปี และผลจากอุตสาหกรรมอาหารที่การผลิตไม่ได้เป็นไปตามเป้าเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ทั้งนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมช่วงเดือนตุลาคมยังพบว่าสำหรับสินค้าที่ผลิตลดลง ได้แก่ อุตฯ เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ลดลง 22.44% เพราะสภาพอากาศแปรปรวนทำยอดขายลดลง อุตฯ เครื่องประดับ ลดลง 26.16% และอุตฯ การปั่นเส้นใยสิ่งท
พาณิชย์เผยส่งออก ตุลาคม 2560 ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้ 10 เดือนแรก ขยายตัว 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ทั้งปีคาดส่งออกขยายตัวถึง 9-10% ปีหน้าลุ้นโต 6% นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์(พณ.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2560 ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 20,083 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 10 เดือน ปี 2560 การส่งออกมีมูลค่า 195,518 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี เป็นผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ที่ 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น ยางพารา ขยายตัว 23.5% ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง 15.6% ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 6.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 10.5% รวม 10 เดือนกลุ่มนี้ขยายตัว 14.8% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.8% เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ ขยายตัว 25.9% ผลิตภัณฑ์ยาง 63.2% คอมพิวเตอร์ 13.4% นอกจากนี้ ตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวในทุกตลาด โดยตลาดหลักขยายตัวสูงถึง 14.6% เช่น ตลาดย
สภาพัฒน์โชว์เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ปรับเป้าจีดีพีใหม่ ปีนี้ 3.9% ปีหน้า 4.1% อานิสงส์จากการส่งออกที่ขยายตัวถึง 12.5% ทำสถิติขยายตัวสูงสุดรอบ 19 ไตรมาส ส่วนนโยบายทำให้คนจนหมดประเทศเป็นเป้าที่มีไว้พุ่งชน นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ขยายตัวได้ 4.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.8% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส (54 เดือน) ขณะที่การส่งออกสินค้ามูลค่า 61,633 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดในรอบ 19 ไตรมาส ขยายตัว 12.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 7.9% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 51,490 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13% เป็นผลมาจากการขยายตัว ของการส่งออก การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนเอกชน และการใช้จ่ายภายในประเทศ ส่งผลให้ สศช.ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี 2560 เดิมคาดว่าขยายตัว 3.5%-4.0% ค่ากลาง 3.7% ปรับเพิ่มเป็นทั้งปี 3.9% โดยไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ยังคงได้รับแรงส่งต่อเนื่องทำให้ขยายตัวได้สูงอยู่ ขณะเดียวกัน ยังคาดว่า เศรษฐกิจไท
“ท็อปส์ พลาซ่า” ศูนย์การค้าขนาดย่อม 20,000 ตร.ม. พร้อมดีเดย์จะอวดโฉมเดือนธันวาคม นำร่องที่แรกเมืองชาละวัน “พิจิตร” จากนั้นเดือนมกราคม 2561 ปล่อยโฉมสาขา 2 ที่ “พะเยา” ต่อทันที โดย “ท็อปส์ พลาซ่า” จะเข้ามาเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยมี “ท็อปส์” ที่ปรับมาในบทบาทมาเป็นดีเวลอปเปอร์บริหารและขายพื้นที่ ควบคู่กับการดึงแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร แฟชั่น หรือโรงหนังเข้ามาเปิดร่วมทัพไปด้วยกัน จากที่ผ่านมา ท็อปส์จะอยู่ในบทบาทของแม็กเนตของการเป็นผู้เช่าในพื้นที่ศูนย์การค้าทั้งในศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล อย่างเซ็นทรัลพลาซา หรือโรบินสัน รวมถึงการเข้าไปเช่าพื้นที่เปิดในศูนย์การค้าท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดสาขาพิจิตรที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการธันวาคมนี้มีขนาด 2 หมื่นตร.ม. ซึ่งท็อปส์จะเป็นแม็กเนตหลักด้วยขนาดพื้นที่ 7,000 ตร.ม. ที่เหลืออีก 13,000 ตร.ม.จะเป็นพื้นที่พลาซ่าให้ร้านต่าง ๆ “ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เล่าว่า เป็นทิศทางการขยายธุรกิจของท็อปส์ ซึ่งจะไปในจังหวัดที่ขนาดย่อม ถ้านับตามรูปแบบกา
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อตอกย้ำเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของไก่ไทยสู่ผู้บริโภคญี่ปุ่นให้มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคญี่ปุ่นยินดีจ่ายในราคาสูงกว่า เพื่อให้ได้รับสินค้าที่คุณภาพเชื่อถือได้ โดยปัจจุบัน ไก่สด/แช่แข็งและไก่แปรรูป เป็นสินค้าอาหารที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเข้า เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ ซึ่งไก่สดไก่แช่แข็งและไก่แปรรูป ญี่ปุ่นยินยอมเปิดตลาดและลดภาษีนำเข้าในการเจรจากับประเทศคู่ค้า รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ทั้งนี้ ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นบริโภคไก่ปีละ 2.5 ล้านตัน แบ่งเป็นผลิตในประเทศปีละ 1.4 ล้านตัน หรือประมาณ 65-70% และนำเข้าปีละ 9.5 แสน-1 ล้านตัน โดยปี 2559 ญี่ปุ่นนำเข้าไก่และผลิตภัณฑ์รวม 973,356 ตัน เพิ่ม 4% มูลค่า 3,049 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วง 8 เดือนแรกปีนี้นำเข้า 662,899 ตัน เพิ่มขึ้น 2.8% คิดเป็นมูลค่า 2,235.08 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่ม 12% นางอภิรดี กล่าวว่า ชนิดของไก่ที่ญี่ปุ่นนำเข้ามากสุดปี 2559 ได้แก่ ไก่สดหั่นเป็นชิ้นแช่แข็ง นำเข้าจากไท
ส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยปี”61 คาดขยายตัว 3-5% รับอานิสงส์บอลโลก เอกชนหันลงทุนเมียนมาแทนเวียดนาม หลัง TPP สะดุด นายถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในปี 2561 จะขยายตัว 3-5% เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ส่งผลดีกับตลาดนำเข้า อีกทั้งปีหน้าจะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้ความต้องการเสื้อกีฬาจะมีมากขึ้น เพราะผู้ส่งออกไทยเป็นผู้ผลิตให้กับเจ้าของ เบรนด์สำคัญในสหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของการส่งออกกว่าคิดเป็น 50% ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ ทางสมาคมมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกโดยการไปโรดโชว์ในหลายตลาด เช่น ญี่ปุ่น จะนำเสนอสินค้าเทคโนโลยีในเชิงการออกแบบนวัตกรรม การใช้งานของสินค้าเครื่องนุ่งห่ม ส่วนตลาดยุโรปจะนำเสนอด้านแฟชั่น ดีไซน์ เป็นต้น นายถาวรกล่าวว่า ในปี 2561 เมียนมาเป็นเป้าหมายหลักที่ผู้ผลิตสนใจขยายการลงทุนเพิ่ม เนื่องจากมีนโยบายดึงดูดนักลงทุน รวมถึงกฎระเบียบการลงทุน การอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษด้านการส่งออกจากประเทศผู้นำเข้าด้วย “ตอนนี้มีบริษัทเครื่องนุ่งห่มไทยไปลงทุนในเมียนมามาก
