ส้มโอเวียงแก่น
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนา
ส้มโอเวียงแก่น เป็นส้มโอที่มีคุณภาพ นิยมปลูกกันในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ด้วยลักษณะสภาพภูมิประเทศที่อยู่สูง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี และด้วยมีสภาพดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำโขงและแม่น้ำงาว มาเป็นระยะยาวนาน จึงทำให้ดินมีแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เมื่อเกษตรกรมีการนำส้มโอมาปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จึงทำให้ผลผลิตส้มโอมีคุณภาพสูง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอเวียงแก่น และจังหวัดเชียงรายมาโดยตลอด โดยเฉพาะส้มโอที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น ทั้ง 3 สายพันธุ์ จะมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้ พันธุ์ทองดี เปลือกบาง เนื้อหรือกุ้งจะมีสีชมพูอ่อน เนื้อนิ่มฉ่ำน้ำ หากทิ้งไว้ยิ่งนานก็จะยิ่งมีรสชาติหวาน พันธุ์ขาวใหญ่ เนื้อหรือกุ้งแน่น มีน้ำมากแต่ไม่แฉะ รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมล็ดน้อย สามารถแกะออกจากเปลือกง่าย พันธุ์เซลเลอร์ เป็นส้มโอลูกผสมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื้อในสีแดง แต่ไม่เข้มเท่ากับพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโอที่รสชาติหวานและมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นที่ชื่นชอบของคนในต่างประเทศอย่างมาก คุณจุฬาลักษณ์ เรียงยาย หรือ
ถิ่นเมืองเหนือตอนบนนั้น เป็นเมืองปลูกส้มเปลือกบาง หรือส้มโชกุน รสชาติจะหวาน หอม ไม่เพียงแต่จะปลูกลำไย ลิ้นจี่ แล้ว จังหวัดดังกล่าว เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ (เด่นชัย) ลำพูน น่าน และลำปาง ปลูกส้มเขียวหวานที่ลือชื่อมานาน เหตุที่ไม่นิยมปลูกส้มโอกันนั้น บรรดาชาวสวนจะไม่นิยมปลูกกันตามจังหวัดที่กล่าวมา เพราะมาจากความหนาวเป็นต้นเหตุ เฉพาะที่จังหวัดเชียงราย มีบริษัทใหญ่ทดลองปลูกกันแล้ว ผลออกมาจะมีรสเปรี้ยวขม ต้องจำหน่ายในราคาที่ถูกลง แม้แต่จะมีที่ปรึกษาเก่งในด้านส้มโอจากนครชัยศรีมาให้คำแนะนำมาหลายปีแล้ว ทว่ากลิ่นรสขมยังมีประปราย ถึงจะใช้วิธีลดความขมลงได้บ้าง ยังไม่หายไปหมด แก้ไขด้วยการใส่ปุ๋ยอ้อย หรือปุ๋ยน้ำตาล สูตร 0-0-50 หรือ 0-0-60 แล้วก็ตาม ไม่สำเร็จ ผิดกับภาคเหนือตอนล่าง ก็คือ ส้มโอท่าข่อย ที่เคยมีชื่อเสียงปลูกส้มโอมาช้านาน แต่ถึงอย่างไร รสหวานส้มโอท่าข่อยที่หลายคนว่าเป็นสายพันธุ์ขาวน้ำผึ้งจากนครชัยศรี เท็จจริงผู้เขียนไม่เคยไปมาและไม่กล้าฟันธง เข้าทำนองส้มโอของจังหวัดชัยนาท พันธุ์ขาวแตงกวา เป็นของชัยนาทแท้ ไม่ใช่มาจากนครชัยศรี พิสูจน์แล้ว สมัยก่อนเคยเดินทางมาที่เชียงรายบ่อย เมื่อเกือบสองทศว
อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สมัยก่อนถือว่าเป็นอำเภอชายขอบของประเทศ คืออยู่ติดกับประเทศลาว สมัยก่อนนั้นจะมีปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ ผู้คนสมคบกันตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่าต่อต้านรัฐบาล จึงมีปัญหาเรื่องสู้รบตามขอบชายแดนของประเทศไทย ทางการจึงต้องส่งทหารไปสู้รบกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ จึงมีการตั้งค่ายทหารอยู่ตามอำเภอชายขอบของประเทศเพื่อสู้รบกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ แม้ในปัจจุบันกลุ่มคอมมิวนิสต์จะไม่มีแล้ว แต่ก็ยังมีชนกลุ่มน้อยมากมายเอาอำเภอชายแดนเหล่านี้เป็นแหล่งพักยาเสพติด จนกลายเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของประเทศมาจนทุกวันนี้ มีคนชั่วก็ต้องมีคนดีเป็นของธรรมดา คนดีก็คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำมาหากินสุจริต เช่น ครอบครัวของ กำนันสมศักดิ์ เพียรจันทร์ อยู่หมู่ที่ 6 ตำบลศรีนนชัย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เป็นต้น ครอบครัวของ กำนันสมศักดิ์ เพียรจันทร์ ปลูกส้มโอ ประมาณ 30 ไร่ ปลูกเพื่อส่งออกไปประเทศจีน เกษตรกรปลูกไม้ผลต่างๆ ถ้าหาตลาดไม่ได้ก็อยู่ลำบาก ผู้ส่งออกส้มโอหวานของอำเภอเวียงแก่นมีอยู่หลายเจ้า เขาจะมีกลุ่มสวนส้มโอของใครของมัน ครอบครัวของ กำนันสมศักดิ์ สมัยแต่ก่อนมีอาชีพทำนา ทำไร่ข้าวโพด ไร่ยาสูบ ต่อมาผ
นายวุฒิพงษ์ คำลือ ประธานวิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออก เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกส้มโอของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย มีประมาณ 5,000 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 4,000 ไร่ พันธุ์หลักที่ปลูกคือ ทองดี ตามด้วยขาวใหญ่และเซลเลอร์ ส้มโอเวียงแก่นปลูกเป็นการค้าจริงจังที่ หมู่ที่ 3 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น เมื่อ 30 ปีมาแล้ว นายวุฒิพงษ์ กล่าวว่า ผลผลิตส้มโอของอำเภอเวียงแก่นเริ่มออกสู่ตลาดเดือนพฤษภาคม ไปหมดในเดือนตุลาคม สำหรับตลาดจีน จะส่งออกได้ 140 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยแต่ละตู้บรรจุส้มโอได้ 13,000-14,000 ผล ราคาซื้อขายนั้น ส้มโอขาวใหญ่ ขายได้ กิโลกรัมละ 50-60 บาท เมื่อต้นฤดู ส่วนส้มโอทองดี เมื่อต้นฤดูขายได้ ผลละ 37 บาท ช่วงที่ผลผลิตมีมากเดือนสิงหาคม ขายได้ ผลละ 20-22 บาท ราคาขนาดนี้เกษตรกรยังไม่ค่อยพอใจนัก “ส้มโอที่อายุมากๆ ต้นสมบูรณ์ บางต้นมีผลผลิต 300-500 ผล หากขาย ผลละ 37 บาท มีรายได้มากกว่า 10,000 บาท ต่อต้น แต่เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม่เท่ากัน เกษตรกรผู้ปลูกมีความแตกต่างกัน ผลผลิตจึงมีความแตกต่างกัน โดยภาพรวมปีหนึ่งส้มโอเวียงแก่นสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่
การเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย มีความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ภูเขา ป่าไม้ ตลอดจนยังติดกับแม่น้ำโขง จึงทำให้ “เวียงแก่น” มีสภาพทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูกพืช ไม้ผล ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการปลูกส้มโอของชาวบ้านที่พัฒนาคุณภาพได้มาตรฐาน กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญส่งขายต่างประเทศ คุณนงนุช โสดาภูมิ เกษตรอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอทั้งหมด 5,300 ไร่ พันธุ์ส้มโอที่ปลูกเป็นการค้ามี 3 ชนิด คือ ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ ลักษณะพื้นที่ปลูกแบบพื้นราบ สามารถแยกเป็นสวนที่ให้ผลผลิตประมาณ 3,000 ไร่ และในจำนวนนี้ พื้นที่ 2,000 ไร่ จะปลูกพันธุ์ทองดี อีก 600 ไร่ เป็นขาวใหญ่ และเซลเลอร์ จำนวน 400 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ทางด้านคุณภาพส้มโอเวียงแก่น ได้พัฒนาปรับปรุงมาโดยตลอด จากครั้งแรกที่เริ่มปลูกจะได้รสฝาด ขม จนมาถึงทุกวันนี้ชาวสวนส้มโอมีฝีมือการปลูกที่เก่งมาก บริหารจัดการเทคโนโลยีการให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันศัตรูพืช โรคพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รสชาติมีความอร่อยถูกปากผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่ติดอกติดใจเจาะจ
