News

EKA Global มองครึ่งปีหลัง 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารเริ่มฟื้น ชี้มาตรฐานโลกเปลี่ยนเกมการแข่งขันรับต้นทุนวัตถุดิบลด – ส่งออกอาหารไทยโต

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบทยอยคลี่คลาย ขณะที่การส่งออกอาหารของไทยยังเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการอาหารพร้อมรับประทานและอาหารแปรรูปในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อรับมือกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจากประเทศคู่ค้า

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการค้า แต่ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การลดลงของต้นทุนเม็ดพลาสติก การขยายตัวของการส่งออกไทย การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร การยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ของประเทศคู่ค้า และแนวโน้มการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารโลก

ปัจจัยแรกคือ ต้นทุนวัตถุดิบเริ่มผ่อนคลาย หลังราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลง ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกหลายประเภทอ่อนตัวลงตาม ขณะที่ปริมาณเม็ดพลาสติกในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและเอื้อต่อการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ

อีกปัจจัยสำคัญคือ การส่งออกของไทยยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 การส่งออกมีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่ารวมกว่า 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% สะท้อนความต้องการสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง


นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การเติบโตของตลาดอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้ผู้ผลิตอาหารให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า รักษาคุณภาพ และรองรับการขนส่งระยะไกลมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยลดการสูญเสียสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และขยายโอกาสการส่งออก

ขณะเดียวกัน การแข่งขันของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานและนวัตกรรม โดยประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials: FCM) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่สหภาพยุโรปเริ่มผลักดันกฎระเบียบ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านการรีไซเคิลและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น

นายชัยวัฒน์ระบุว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารยังมีศักยภาพเติบโตเฉลี่ย 5–10% ต่อปีในประเทศไทยและอาเซียน จากแนวโน้มการขยายตัวของสังคมเมือง ความต้องการอาหารพร้อมบริโภค รวมถึงนโยบายลดการสูญเสียอาหาร (Food Waste) ซึ่งประเทศไทยยังมีปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตันต่อปี

“ปัจจุบันผู้ประกอบการไม่ได้ตัดสินใจเลือกบรรจุภัณฑ์จากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการสัมผัสอาหาร ความสามารถในการรักษาคุณภาพสินค้า และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า การลงทุนด้านนวัตกรรมจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว”

EKA Global จึงเดินหน้าพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้าน Food Safety, High Barrier Packaging และ Sustainable Packaging ควบคู่กับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเชื่อว่าการฟื้นตัวของต้นทุนวัตถุดิบ การขยายตัวของภาคอาหาร และการยกระดับมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยกลับมาเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกในระยะยาว

Related Posts