หญ้าแฝก
“ หญ้าแฝก” เป็นพืชที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดคุณภาพและอนุรักษ์น้ำ ความพิเศษของหญ้าแฝกคือมีรากจำนวนมากประสานกัน สามารถยึดดินไม่ให้พังทลาย โดยปกติหญ้าแฝกจะมีใบมากและมีการเจริญเติบไตได้เร็ว จึงจำเป็นต้องตัดใบหญ้าแฝกอยู่เป็นประจำ ดังน้น สำนักงาน กปร. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ สนใจศึกษาวิจัยเรื่องการนำใบหญ้าแฝกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะใบหญ้าแฝกมีลักษณะเด่นเรื่องความเหนียวและทนทาน สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น ใบหญ้าแฝกที่เหมาะสมในการนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรม คือ หญ้าแฝกหอม พันธุ์ศรีลังกา พันธุ์กำแพงเพชร 2 พันธุ์สุราษฎร์ธานี และพันธุ์สงขลา 3 เป็นต้น ลักษณะของใบหญ้าแฝกหอมที่เหมาะจะนำมาใช้งานคือ ใบหญ้าแฝกที่มันและยาว เมื่อโดนน้ำใบจะนิ่ม จึงเหมาะกับการนำมามำสินค้าหัตถกรรมจากใบหญ้าแฝกหลากหลายรูปแบบ ทั้งกระเป๋าถือ ตะกร้า หมอนอิง โคมไฟ ที่รองจาน กระถางต้นไม้ รองเท้า ฯลฯ จากฝีมือการจักสานและถัก
นายการุณย์ มะโนใจ เกษตรอำเภอเชียงม่วน และ นายสุรชัย ณ มา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ รับผิดชอบตำบลสระ ลงพื้นที่แปลง1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ของ นางนิภา ไชยลังกา หมู่ที่ 1 บ้านท่าฟ้า ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีการปลูก ไม้ผล และหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินรอบคันสระ
“…ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้มีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝก ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เพียงพอ…”, “ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เพียงพอ…” พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ในภาวะปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า อุบัติภัยเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ แต่อุบัติภัยที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและมีโอกาสเกิดขึ้นทุกปี นั่นคือ การเกิดภาวะน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก เกิดการพังทลายของดิน บ้านเรือนถูกกระแสน้ำพัดพา รวมถึงการสูญเสียชีวิตของผู้คนมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นหากมีการป้องกันได้หรือลดการสูญเ
หญ้าแฝก เป็นวัชพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศมักมีปัญหาเรื่องของ “ดิน” กับ “น้ำ” ถ้าแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้ดีง่ายขึ้น แต่หากขาดน้ำการพัฒนาปรับปรุงดินให้ดีก็ยาก จึงมีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยนำหญ้าแฝกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำ หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ในพื้นที่ที่ดินไม่กักเก็บน้ำ ปัจจุบันมีการนำหญ้าแฝกเข้าไปปลูกกันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “หญ้าแฝก” มีความสำคัญต่อการพัฒนาดิน และเกษตรกรก็มองเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝกทำให้พื้นที่ไร่นาสวนผสมที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำสามารถทำการเกษตรเอาตัวรอดได้ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย “หญ้าแฝก กับไร่นาสวนผสม” ในพื้นที่ทำกินของ คุณสุเทพ เพ็งแจ้ง ก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าหญ้าแฝกมีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง คุณสุเทพ บอกว่า ในที่ดินทำกินของตนมีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ปีหนึ่งทำนาได้ข้าวไร่ละไม่ถึง 10 ถัง สาเหตุเพราะน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งดินก็ไม่ดีไม่กักเก็บน้ำ ต่อมาได้ฟังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ก็สนใจพ
หญ้าแฝก เป็นวัชพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศมักมีปัญหาเรื่องของ “ดิน” กับ “น้ำ” ถ้าแหล่งน้ำ อุดมสมบูรณ์ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้ดีง่ายขึ้น แต่หากขาดน้ำการพัฒนาปรับปรุงดินให้ดีก็ยาก จึงมีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยนำหญ้าแฝกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำ หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ในพื้นที่ที่ดินไม่กักเก็บน้ำ ปัจจุบันมีการนำหญ้าแฝกเข้าไปปลูกกันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “หญ้าแฝก” มีความสำคัญต่อการพัฒนาดิน และเกษตรกรก็มองเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝกทำให้พื้นที่ไร่นาสวนผสมที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ สามารถทำการเกษตรเอาตัวรอดได้มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย “หญ้าแฝกกับไร่นาสวนผสม” ในพื้นที่ทำกินของ คุณสุเทพ เพ็งแจ้ง ก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าหญ้าแฝกมีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง คุณสุเทพ บอกว่า ในที่ดินทำกินของตนมีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ปีหนึ่งทำนาได้ข้าวไร่ละไม่ถึง 10 ถัง สาเหตุเพราะน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งดินก็ไม่ดีไม่กักเก็บน้ำ ต่อมาได้ฟังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ก็สนใ
“ น้ำ ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำและพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับ ปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เรื่องการจัดการระบบ ชลประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร และสามารถขจัดความยากจนได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายเชื่อมโยงการพัฒนาชนบท กับการพัฒนาเมือง สนับสนุนการมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มของประชาชนและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น ที่ผ่านมา การทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่
นายสวัสดิ์ ไชยชนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกุดหว้า อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านกุดหว้า เป็นโรงเรียนตามโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นโรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเน้นการพัฒนาเด็กให้มีสุขภาพอนามัย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และรู้จักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ทางโรงเรียนจึงได้เข้าร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เข้าร่วมการอบรมดำเนินงานวิจัยควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ (R2R) ด้านการจัดการขยะ น้ำเสีย ใช้พลังงานอย่าง มีประสิทธิภาพ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะกลับมาลงมือปฏิบัติ โรงเรียนเริ่มทำกิจกรรมด้วยการทำโครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อพัฒนาดิน เพราะโรงเรียนอยู่ในเขตพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของประเทศ จึงยึดศาสตร์พระราชาเป็นหลักในการเรียนรู้ โดยทำงานวิจัยร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งหลังจากทำโครงการแล้วทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น เมื่อดินดีขึ้น ผล
นางชิน ใจเย็น ผู้ประสานงานฮักบ้านเกิดพะเยา อำเภอปง จังหวัดพะเยา เผยว่า ชาวบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 6 ตำบลขุนควร อำเภอปง ได้จัดกิจกรรมการปลูกป่าในโครงการ “ทำตามรอยพ่อรัชกาลที่ 9” โดยปลูกต้นไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุกต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว น้ำเต้า ฟักทอง มะขามเปรี้ยว มะขามหวาน กล้วย มะพร้าว มะม่วง ผักหวานป่า เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตทางธรรมชาติ รวมทั้งปลูกไว้ใช้ในกิจกรรมเพื่อส่วนรวมในหมู่บ้าน เช่น งานศพ งานวัด โดยทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้นำ มาช่วยกันปลูกในวันหยุด และยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาที่ดิน (พด.) จังหวัดพะเยา สนับสนุนต้นหญ้าแฝก 9 หมื่นต้นด้วย เป็นการปลูกเพื่อยึดหน้าดินให้ไม่เกิดการพังทลาย อีกทั้งต้นแฝกสามารถนำไปทำเป็นเครื่องจักสานงานฝีมือ สร้างรายได้ให้แก่กลุ่มอาชีพภายในชุมชนได้ด้วย ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม สืบเนื่องกันมาช้านานหลายร้อยปี ดังมีคำกล่าวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมัยสุโขทัยว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แต่ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมลดลง เพราะภาคธุรกิจขยายตัว จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันขยายพื้นที่เกษตรกรรมสู่พื้นที่สูง จึงมีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ประกอบการใช้ที่ดินเพาะปลูกกันมานานโดยมิได้มีการดูแลบำรุงรักษา จึงเกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินต่อเนื่องกันมาจนถึงขั้นวิกฤตในพื้นที่ของประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง ถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 134 ล้านไร่ ทำให้พื้นที่เสื่อมโทรมและเกิดความแห้งแล้งทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงอันตรายร้ายแรงและห่วงใยในความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติที่ผันแปรเสื่อมโทรม เกิดภัยธรรมชาตินำความเดือดร้อนมาสู่อาณาประชาราษฎร์ เกษตรกรยากจนประกอบอาชีพไม่ได้ผล ด้วยน้ำพระราชหฤทัยเมตตาห่วงใยในทุกข์สุขของพสกนิกร และพระราชปณิธานที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขทวยราษฎร์ จึงทรงอุตสาหะคิดค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้านดินและน้ำ โดยเฉพาะเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้า
เมื่อ เวลา 17.58 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เนื่องในโอกาสนำคณะเข้าเฝ้าฯ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขาว่า “ควรพิจารณาเรื่องของดินถล่มด้วย เพราะเมื่อดินถล่มลงมาแล้ว จะทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเสียหายไปหมด เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะมีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระบี่ก็มีถล่ม ที่สตูลก็หนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย เพราะไปปลูกยาง คนค้าขายยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง แต่ทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก ต้องปลูกพืชที่รักษาดินให้ดี ต้องเลือกต้นที่จะปลูก ถ้าปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้ว อาจโตช้า ก็ต
