หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ในห้วงเวลา 2 ทศวรรษ ประเทศไทยมีการ “ปฏิรูประบบสุขภาพ” ครั้งใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง โดยครั้งแรก คือการเกิดขึ้นของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในปี 2545 ที่ช่วยให้คนไทยกว่า 47 ล้านคน มีกำแพงพิงหลัง ไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล และครั้งล่าสุด คือการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แบบ “บิ๊กล็อต” ในปี 2565 ซึ่งช่วยให้การจัดบริการ “สุขภาพปฐมภูมิ” ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การพลิกโฉม “ระบบบริการปฐมภูมิ” ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ และหากนับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 2 ปี มี รพ.สต. และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ หรือ สอน. ได้ถ่ายโอนไปยัง อปท. แล้วไม่ต่ำกว่า 4,276 แห่ง หรือคิดเป็น 43.31% ของ รพ.สต. ทั่งประเทศที่มีอยู่ 9,872 แห่ง โดยส่วนใหญ่ถ่ายโอนฯ ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ระยะเวลา 2 ปีกับ “บทบาทใหม่” ที่ อบจ. ที่ได้รับ ถือว่าสั้นมาก เมื่อเทียบกับการอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขมากว่าครึ่งศตวรรษ ฉะนั้นในช่วงรอยต่อนี้ จึงเต็มไปด้วยรายละเอียดระหว่างทางและกา
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหารือแผนจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ปี 2561 ยันไร้ปัญหา แถมได้ราคาถูก ประหยัดอีก 52 ล้านบาท วอน’ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี-ไต’อย่ากังวล เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นพ. เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยระหว่างประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช.เป็นประธานหารือเรื่องความก้าวหน้าการจัดหายา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษปีงบประมาณ 2561 ว่า จนถึงขณะนี้ขอยืนยันว่ายาไม่ขาดแน่นอน จากการหารือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยาที่ซื้อเพิ่มสามารถใช้ได้ถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ และเมื่อได้งบประมาณปี 2561 ก็สามารถดำเนินการซื้อยาตามกระบวนการที่ดำเนินการไว้ได้ทันที แต่เพื่อป้องกันปัญหา เบื้องต้นได้ตกลงกับ อภ.ว่ากรณีงบประมาณมาไม่ทันจะยืมยาจาก อภ.ก่อน อีกทั้งเพื่อให้การบริหารจัดการเรื่องการจัดซื้อยารวมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นไปอย่างคล่องตัว ได้ตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ประกอบด้วย 1. คณะทำงานชุดต่อรองราคา มีรองปลัด สธ.เป็นประธาน 2. คณะทำงานชุดตรวจรับ
