Exclusive Featured

DISTAR FRESH Farm ฟาร์มอินดอร์แนวตั้ง ที่ปลูกผักปลอดสารได้ 10 ตันต่อเดือน บนพื้นที่เพียง 400 ตร.ม.

DISTAR FRESH Farm หนึ่งในฟาร์มต้นแบบที่พัฒนารูปแบบธุรกิจ (Business Model) ให้สามารถจำหน่ายผักในราคาคงที่ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นหรือลงตามราคาตลาด ด้วยแนวคิดที่ว่า “เมื่อต้นทุนไม่เปลี่ยน ราคาขายก็ไม่ควรเปลี่ยนเช่นกัน”

เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเชน-สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR Fresh Farm โดยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังว่า ‘เดิมทีเราเป็นเพียงผู้บริโภคคนหนึ่ง ที่เคยกังวลกับผักปลอดสารพิษในตลาด เพราะแม้จะมีฉลากรับรอง แต่หลายครั้งกลับพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี’

ผักทุกต้นที่ปลูกภายในฟาร์มล้วนอยู่ในระบบปิด ภายใต้ห้องปลอดเชื้อ ควบคุมอุณหภูมิ เปิดแอร์ และควบคุมแสงให้เหมาะสมตลอดเวลา เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าผักจะปลูกในฤดูใดก็ให้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานเดียวกัน

ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางเกษตรอินดอร์… คุณเชนเคยมีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่? หรือทั้งหมดเป็นการเริ่มเรียนรู้จากศูนย์?

“ถือว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์เลยครับ” คุณเชนเล่ายิ้มๆ “แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้เดินลำพัง” เพราะในทีมมีหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง คุณกฤษณะ ธรรมวิมล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอินดอร์ เวอร์ติคอลฟาร์ม (Indoor Vertical Farm) คนแรกๆ ของประเทศไทย


คุณกฤษณะเคยเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดในไทย แต่ในช่วงเริ่มต้นก็ไม่ง่ายเลย เพราะการนำระบบปลูกผักจากต่างประเทศเข้ามาใช้อาจทำให้ต้นทุนสูงจนเกินเอื้อมสำหรับผู้บริโภคคนไทย

“โจทย์ใหญ่ของเราคือ ‘ทำอย่างไรให้ผักปลอดภัยอยู่ในราคาที่คนไทยจับต้องได้’” คุณเชนกล่าว

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของระบบแสง การควบคุมอุณหภูมิ และต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่ต้องออกแบบใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย จนในที่สุด ความพยายามก็เห็นผล วันนี้ผักคุณภาพสูงที่ปลูกในฟาร์มปลอดเชื้อของ DISTAR FRESH Farm สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นในราคาที่จับต้องได้

แม้ผักจากระบบ Indoor Vertical Farm จะสามารถขอมาตรฐาน GIP ได้ไม่ยาก แต่เมื่อพูดถึงมาตรฐาน “ออร์แกนิก” กลับมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย เพราะข้อกำหนดหลักคือ “ต้องปลูกในดิน” ขณะที่การปลูกในระบบปิดอย่างของเรา กลับไม่มีดินเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งนั่นก็เพราะเราต้องการเลี่ยงความเสี่ยงจากดินที่ไม่สะอาดหรือปนเปื้อน

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราไม่ได้เรียกร้องให้มีการรับรองออร์แกนิกอย่างเป็นทางการ แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความโปร่งใสมากกว่า เราจึงส่งผักไปตรวจสารตกค้างด้วยตัวเองมากถึง 693 รายการ ในขณะที่มาตรฐานทั่วไปตรวจเพียง 48 รายการ

พูดตามตรง หลายครั้งผักที่ได้รับรองมาตรฐาน กลับมี “โป๊ะ” ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อลูกค้าเจอสิ่งที่ไม่ตรงปก ความเชื่อใจก็เริ่มสั่นคลอน เราจึงเลือกที่จะซื่อสัตย์กับกระบวนการผลิตของเรา เปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมา เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคยุคนี้ต้องการความจริงใจ มากกว่าคำว่ามาตรฐานที่ไม่ตอบโจทย์ในชีวิตจริง

ที่ฟาร์มของเรา แม้มีพื้นที่ปลูกเพียง 400 ตารางเมตร แต่ด้วยการออกแบบระบบปลูกแนวตั้งสูงถึง 7 เมตร ทำให้สามารถผลิตผักได้เฉลี่ยถึง 10 ตันต่อเดือน ไม่ว่าจะฤดูฝน ร้อน หรือหนาว ผลผลิตก็ยังคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

ลองเปรียบเทียบกับระบบปลูกแบบกลางแจ้ง (Outdoors) โดยเฉพาะหากต้องการผลิตผักออร์แกนิกในระดับเดียวกันให้ได้ 10 ตันต่อเดือนตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้แต่หน้าฝนหรือหน้าร้อน คุณจำเป็นต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20 ไร่ เพื่อรักษาระดับผลผลิตให้เสถียร

จุดแข็งของระบบอินดอร์เวอร์ติคอลฟาร์ม จึงไม่ใช่แค่ “ปลูกได้ทุกฤดู” เท่านั้น แต่ยังเป็นการย่นพื้นที่ให้เล็กลง ในขณะที่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน คุ้มค่า ควบคุมได้ และไม่ต้องลุ้นกับอารมณ์ฟ้าฝน

ทำไม “คุณเชน” ถึงเลือกไม่ใช้ดินในการปลูกผัก?

แม้ “ดิน” จะเป็นวัสดุเพาะปลูกตามธรรมชาติที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ในมุมของคุณเชน กลับมองว่า “ดิน” คือแหล่งเพาะพันธุ์ของศัตรูพืชชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นแมลง หรือไข่ของแมลงศัตรูพืชที่อาจแฝงตัวมากับดินโดยไม่รู้ตัว การปลูกพืชด้วยดินจึงเสี่ยงต่อการกลายเป็น “โรงเพาะแมลง” อย่างไม่ตั้งใจ

สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีใด พืชต้องได้รับธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุหลัก (NPK) และธาตุรอง รวมแล้ว 17 ชนิด ซึ่งเป็นหัวใจของการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะปลูกในดิน น้ำ หรือระบบไฮโดรโปนิกส์ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ฟาร์มของคุณเชนจึงเลือก “ตัดดิน” ออกจากระบบการปลูก ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง และในระดับสากล หลายประเทศเองก็ไม่นิยมใช้ดินในระบบอินดอร์ฟาร์มเช่นกัน เพราะเมื่อแมลงเล็ดลอดเข้ามาได้ ก็แทบจะไม่มีทางออก และอยู่ในระบบนั้นยาวนาน

ยิ่งไปกว่านั้น ดินยังเป็นพาหะของเชื้อโรคที่อาจไม่พึงประสงค์ เช่น แบคทีเรียอีโคไล หรือไข่พยาธิที่มากับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ซึ่งมักผลิตจากมูลสัตว์ การหลีกเลี่ยงการใช้ดินจึงเป็นแนวทางหนึ่งของการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สะอาด และควบคุมได้ทุกกระบวนการ

ในโรงเรือนของเราวันนี้ มีผักใบเขียวปลูกอยู่ถึง 16 ชนิด ทั้งผักไทยที่คุ้นลิ้น และผักต่างประเทศที่มาแรงในกลุ่มสายรักสุขภาพ ผักยอดนิยมในกลุ่มผักนอกคงหนีไม่พ้น “เคล” (Kale) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ส่วนฝั่งผักไทย อย่างคะน้า กวางตุ้ง และผักกาดขาว ก็น่าตกใจไม่แพ้กัน เพราะขายดีไม่แพ้เคลเลยแม้แต่น้อย แม้ช่วงแรกเราจะไม่ค่อยอยากปลูกนัก เพราะมองว่าเป็นพืชที่มีราคาต่ำและปลูกกันทั่วไปในท้องตลาด แต่เมื่อได้ลองศึกษาลึกลงไป กลับพบว่าความต้องการของผู้บริโภคมีมากอย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุผลสำคัญคือ “ความปลอดภัย” เพราะจากผลการสุ่มตรวจในท้องตลาด พบว่าคะน้าและกวางตุ้งเกือบ 100% มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะยาฆ่าแมลงที่ยังพบได้ในทุกล็อตการเก็บตัวอย่าง

เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงหันมาผลิตผักพื้นบ้านด้วยระบบ Indoor Audio Farm ที่ควบคุมทุกปัจจัยแวดล้อม และตรวจสารพิษมากถึง 693 รายการ ซึ่งมากกว่ามาตรฐานผักปลอดสารทั่วไปถึง 14 เท่า (ที่มักตรวจเพียง 48 รายการ) ผักไทยที่เคยถูกมองว่าธรรมดา กลับกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เพราะความมั่นใจเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และคุณภาพที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ลูกค้าแบบไหน? ที่เลือกผักจาก DISTAR FRESH Farm

กลุ่มลูกค้าหลักของ DISTAR FRESH Farm ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยทางอาหาร” พวกเขามักเป็นคนที่ติดตามข่าวสารด้านสุขภาพ ศึกษาเรื่องอาหารปลอดสารพิษอย่างต่อเนื่อง และตระหนักถึงผลกระทบของสารเคมีตกค้างในพืชผักที่บริโภคกันในชีวิตประจำวัน

หลายคนในกลุ่มนี้มีลูกเล็กที่บ้าน มีผู้สูงวัย หรือมีผู้ป่วยที่ต้องดูแล จึงเลือกให้ความใส่ใจกับวัตถุดิบทุกจานอาหารที่นำมาประกอบมื้อสำคัญในครอบครัว เพราะรู้ดีว่า “สารพิษในผัก” หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ผักของ DISTAR FRESH Farm จึงตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ เพราะเราไม่เพียงแต่ปลูกผักในระบบ Indoor Audio Farm ที่ควบคุมความสะอาดและปลอดภัยทุกขั้นตอน แต่ยังส่งตรวจสารตกค้างถึง 693 รายการ มากกว่ามาตรฐานผักปลอดสารทั่วไปในท้องตลาดที่ตรวจเพียง 48 รายการถึง กว่า 14 เท่า ลูกค้าของเราบางส่วนยังเป็นกลุ่มที่เคยสัมผัสระบบการปลูกผักอินดอร์แบบนี้จากต่างประเทศ และรู้สึกประทับใจเมื่อพบว่ามีฟาร์มแบบเดียวกันในเมืองไทย ที่สะอาด สะดวก และไว้วางใจได้

อินดอร์ฟาร์ม ทางเลือกใหม่ของเกษตรที่ใส่ใจโลก

นอกจากเรื่องตลาด อีกหนึ่งมุมมองที่คุณเชนให้ความสำคัญคือ “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” เขาชี้ให้เห็นว่า เกษตรแบบเดิมคือการแทรกแซงธรรมชาติ ตั้งแต่ไถดิน ถางป่า ใส่ปุ๋ย สารเคมี และใช้น้ำมากอย่างไม่น่าเชื่อ

“ผักหนึ่งกิโลกรัมในไทย ใช้น้ำ 400–600 ลิตร แต่ถ้าอยู่ในระบบอินดอร์ของเรา ใช้เพียง 6 ลิตร”

นี่คือความต่างที่เกิดจากการวางระบบเกษตรแบบใหม่ ที่ใช้พื้นที่เพียง 400 ตารางเมตรในการผลิตผัก 10 ตัน โดยไม่ต้องรุกป่า ไม่ทำลายดิน และไม่มีฟู้ดเวสต์แม้แต่ใบเดียว เพราะผักทุกต้นมีเจ้าของล่วงหน้า

“ผักของเราไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ผ่านศูนย์กระจายสินค้า ไม่มีค้างสต๊อกนานเป็นอาทิตย์ เราเก็บวันนี้ ส่งถึงมือสมาชิกภายในวันเดียว”

และในระยะยาว การทำเกษตรแบบนี้ช่วยลดการใช้น้ำได้มหาศาล ตัวเลขที่ DISTAR FRESH Farm ประเมินไว้คือ มากกว่า 1,400 ล้านลิตรใน 20 ปี หากเทียบกับระบบเดิม

นอกจากนี้ ระบบอินดอร์ยังลด ยูโลส (Yield Loss) ซึ่งในประเทศไทยสูงถึง 45% จากผักที่ต้องทิ้งเพราะรูปร่างไม่สวย หรือเสียหายระหว่างทาง แต่ในระบบปิด ทุกเมล็ดที่งอกคือผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวแน่นอน

เป้าหมายระยะยาวของ DISTAR FRESH Farm ส่งต่อผักปลอดภัย สู่ครัวไทยหลักแสนหลังคาเรือน

DISTAR FRESH Farm วางเป้าหมายระยะยาวไว้อย่างชัดเจน ต้องการส่งมอบผักสะอาด ปลอดสารพิษ และไม่มีสารตกค้างโลหะหนัก ให้กับผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเป้าหมายในวันนี้ เรามีขีดความสามารถในการให้บริการสมาชิกถึง 2,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ แต่เป้าหมายในอนาคต เรามองไกลกว่านั้นถึง 100,000 ครัวเรือน หรือมากกว่าปัจจุบันถึง 50 เท่า

เมื่อขยายสเกลได้ตามที่ตั้งใจ ต้นทุนในทุกด้านก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ วัสดุปลูก หรืออุปกรณ์การเพาะปลูก ทำให้เราสามารถต่อรองราคาต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับผักปลอดภัยในราคาที่ย่อมเยาลงเป้าหมายสำคัญของเราคือการ “ปลูกผักได้ตลอดทุกฤดูกาล” ภายใต้มาตรฐานสูงสุดในโรงเรือนปลอดเชื้อ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงอาหารสะอาด ปราศจากยาฆ่าแมลง และสารเคมีอันตราย ให้ได้มากที่สุด


‘กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดใหญ่ งานสัมมนาส่งท้ายปี ‘Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง’ 31 ตุลาคมนี้!

📌ร่วมฟังงานสัมมนา ‘Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง’ ได้ โดยการลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/hJ5zCS74FLaorNVv9 (จำนวนจำกัด)

ลงทะเบียนสัมมนาฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมลุ้นรับของแจกในงาน จำนวนจำกัด!

📆พบกัน วันที่ 31 ตุลาคม 2568

⏰เวลา : 11.00-16.30 น.

🏢ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

Google Map : https://maps.app.goo.gl/c4ddJPHW5aiwfk468

🚟 สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี

💻ติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ ของเทคโนโลยีชาวบ้านได้ที่

www.technologychaoban.com

FACEBOOK : m.me/480010195361254

Related Posts