อภัยภูเบศรสาร
จากอภัยภูเบศรสาร ปีที่ 16 ฉบับเดือนกรกฎาคม 2562 คอลัมน์พืชใกล้ตัว โดย ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ให้ข้อมูลไว้ว่า มะเร็ง คือ ก้อนโตของเนื้อเยื่อที่เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ โดยสามารถกระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงหรืออวัยวะที่อยู่ไกลจากจุดกำเนิดได้ ส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้น หรือเกิดอันตรายต่อทั้งระบบในร่างกาย สาเหตุการเกิดมะเร็ง เป็นแบบปัจจัยร่วมหลายสาเหตุและประกอบด้วยหลายกลไกหลายขั้นตอน ส่งผลให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติไป ทำให้การป้องกันและรักษามีได้หลากหลาย เช่น การเพิ่มการทำลายสารก่อมะเร็ง (carcinogens) การยับยั้ง oxidative stress ที่ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ใน DNA การยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ในขั้นตอนต่างๆ ยาต้านมะเร็งแบบแผนปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีในการรักษา แต่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอาการข้างเคียงของยา รวมทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง จะมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งแล้ว การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการฉายรังสีจะไม่ค่อยได้ผล จึงต้องใช้ยาต้านมะเร็งที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง หรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งร่วม ทำให้มีผลต่อเซลล์ปกติที่กำลังแบ่งต
จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยถูกงูกัดประมาณ 7,000 ราย ต่อปี ซึ่งในประเทศไทยก็พบงูพิษหลากหลายชนิด โดยจะแบ่งเป็นหลักๆ ตามระบบที่ถูกพิษ ได้แก่ พิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) เช่น งูเห่า งูจงอาง พิษต่อระบบเลือด (hematotoxin) เช่น งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา พิษต่อกล้ามเนื้อ (myotoxin) เช่น งูทะเล พิษอ่อน สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด ขั้นแรกคือ การยืนยันว่าถูกงูพิษกัด ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักชนิดของงูหรือการนำงูพิษมาด้วย หรือการดูรอยเขี้ยว ดูอาการและอาการแสดงจำเพาะของการถูกงูพิษกัด การทำ serodiagnosis จากตัวอย่างเลือด แต่อย่างไรก็ตาม งูพิษจะไม่ปล่อยพิษทุกครั้งหลังฉกกัด เพราะพิษของงูมีไว้ล่าเหยื่อหาอาหาร การปฐมพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ถูกกัด ล้างแผลให้สะอาด นำงูไปโรงพยาบาลด้วยหากทำได้ แต่ในกรณีที่งูหนีไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไล่ตาม เนื่องจากแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ ห้ามดูดพิษงูด้วยปากหรือกรีดแผล ในระบบของการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป ถ้าคนไข้ถูกงูที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด แพทย์จะยังไม่ฉีดเซรุ่มให้ ต้องรอดูอาการจนกว่าจะมีอาการทา
คอลัมน์ เรือนไทย โดย ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ อภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 121 ให้ข้อมูลว่า เข้าสู่หน้าฝน หลายคนมีปัญหาสุขภาพมากมายทั้งโรคทางเดินหายใจ ไข้หวัด ภูมิแพ้ รวมไปถึงโรคข้อและกล้ามเนื้อ เหตุเพราะอากาศช่วงกลางคืนหลังฝนตกใหม่ๆ ที่เย็นจับจิตจับใจ เย็นจนเข้าไปในข้อในกระดูก เลือดลมไหลเวียนลำบาก ทำให้หลายคนร้องโอดร้องโอยจากอาการปวดและขัดในข้อกันไม่น้อย ช่วงนี้คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรจึงมีคนไข้โรคข้อไปมาหาสู่ไม่เว้นในแต่ละวัน ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในข้อ ไม่ว่าจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ข้อเข่า หรือแม้กระทั่งข้อสะโพก ล้วนมีที่มาจากหลายสาเหตุ และสาเหตุที่สำคัญก็คือเวลาที่ทำให้ร่างกายเราร่วงโรยไป ดังนั้น เราต้องยอมรับว่า คงไม่อาจจะหนีโรคเหล่านี้พ้นแน่ๆ แต่จะทำเช่นไรไม่ให้มาถึงเร็วก่อนวัยอันควร หรือทำเช่นไรไม่ให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการหนักขึ้นมาอีก เรือนไทยมีเคล็ดลับดีๆ มาบอกดังต่อไปนี้ น้ำเต้าหู้กู้โรค หันมาดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองที่เป็นนมที่ได้จากโปรตีนถั่ว ซึ่งสามารถย่อยได้ง่ายกว่านมวัว ทำให้ได้รับสารอาหารบำรุงข้อโดยไม่ทรมานร่างกาย และหากเสริมรสชาติ กลิ่น
อาจเป็นปัญหาที่หลายคนประสบอยู่ในช่วงนี้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก การสะสมของแบคทีเรียและเชื้อราในปริมาณที่มากกว่าปกติ จากความอับชื้นจากเหงื่อ และละอองจากการหายใจ ไอ จาม ที่กระจายอยู่ในหน้ากาก การเสียดสี ระคายเคือง ของหน้ากากอนามัยที่ถูไถไปกับผิวหน้า วิธีการดูแล ลดการเอามือมาสัมผัสกับหน้ากากอนามัยมากเกินไป พยายามไม่ขยับหรือจับหน้ากากอนามัยบ่อยๆ เพื่อลดการเสียดสีของผิวกับหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดก่อนถอดหรือใส่หน้ากากอนามัย โดยจับที่สายคล้อง ถอดหน้ากากอนามัยบ้างระหว่างวัน เพื่อระบายอากาศ ให้ผิวได้หายใจในที่ๆ ไม่มีผู้คนแออัด เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน หากเป็นแบบผ้าซักทำความสะอาดทุกวัน ใช้ทิชชูผิวนุ่มสำหรับเช็ดใบหน้า รองใส่หน้ากากอนามัย เมื่อกลับจากที่ทำงาน ถึงบ้านให้รีบล้างหน้าให้สะอาด โดยใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาด (cleansing) เครื่องสำอาง ครีมกันแดด สิ่งสกปรกก่อนหนึ่งรอบ ตามด้วยเจลหรือโฟมล้างหน้าตามปกติ งดแต่งหน้า เลือกใช้ผลิตภัณพ์เนื้อบางเบาและอ่อนโยนต่อผิว อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (oil-free) หรือ ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-comedogenic) พักการสครับผิว ขัดหน้า ในช่วงท
จากคอลัมน์ พืชใกล้ตัว โดย ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ในอภัยภูเบศรสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 136 ประจำเดือนตุลาคม 2557 ระบุถึงคุณประโยชน์ของ “ขิง” ระบุว่า ขึ้นหัวข้อแบบนี้ ท่านผู้อ่านก็อย่าได้ตกใจไป กระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกท่านมาก เนื่องจากการรักษาอาการเจ็บป่วยในปัจจุบัน นอกจากการช้าในการรักษาโรคแล้ว ก็คือการทำหัตถการ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าการ “ผ่าตัด” เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรักษาโรคบางโรค เช่น เนื้องอกบริเวณต่างๆ ไส้ติ่งอักเสบ หรือเป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมความงาม เป็นต้น หลังจากการผ่าตัดแล้ว ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ภาวะคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดของการผ่าตัด ระยะเวลาผ่าตัด วิธีการระงับความรู้สึก เพศ วัย น้ำหนักตัว ระยะเวลาที่งดน้ำอาหาร ประวัติคลื่นไส้อาเจียน หรือเมารถเมาเรือ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกทุกข์ทรมาน จนถึงอาจเกิดอันตรายได้ เช่น เกิดการแยกของแผลผ่าตัด การสำลักน้ำย่อยอาหารเข้าปอด การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาจต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แพทย์มีการใช้ยาในการป้องกันภาวะคลื่นไส้แ
ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ระบบทางเดินอาหารมีหน้าที่เปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน ทำให้เรามีกำลังในการดำรงชีวิต ซึ่งต้องผ่านทั้งกระบวนการตั้งแต่การเคี้ยว กลืน ดูดซึม และขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนใดก็ตาม จะทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ การขับถ่ายเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากระบบการย่อย พวกกากอาหารจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นจะดูดน้ำและเกลือแร่ที่เหลืออยู่ออก เมื่อกากอาหารมารวมกันมากพอจะมีผลกระตุ้นให้เราขับถ่ายต่อไป การขับถ่ายอุจจาระที่น้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งจะมีลักษณะของก้อนอุจจาระที่แข็งและขับถ่ายออกมาได้ยาก ต้องออกแรงเบ่ง ใช้เวลานานในการถ่ายอุจจาระ อาการดังกล่าวเรียกว่า อาการท้องผูก หากเป็นเรื้อรัง ก็อาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวารได้ เนื่องจากการเบ่งอุจจาระและก้อนอุจจาระที่แข็งหรืออาจจะก่อให้เกิดโรคลำไส้อุดตันได้ สมุนไพรที่นิยมใช้เป็นยาระบาย มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ซึ่งก็มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันไป สมุนไพรที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็จะเป็นกลุ่มที่มีกลไกกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant laxative herbs) ทำให้เกิดการขับถ่ายออกมา จากคำบอกเล่าข
ในสหรัฐอเมริกา ผู้คนเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง คิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์ ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด มีการคาดการณ์ว่า ปี 2020 จะมีคนเสียชีวิตประมาณ 12 ล้านคนจากโรคมะเร็ง ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการประกาศสงครามกับโรคมะเร็ง การค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จึงเป็นแนวทางการเอาชนะโรคมะเร็งที่เหล่านักวิจัยได้มีการศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ จากความเชื่อที่ว่ามะเร็งนั้น หากพ่อแม่เป็น ลูกจะมีโอกาสสูงที่จะเป็นด้วย ความจริงแล้วปัจจัยด้านพันธุกรรมมีผลประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปัจจัยเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารก่อมะเร็งอย่างต่ำ 50 ชนิด กลไกการก่อมะเร็งของบุหรี่ เรายังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ทราบว่าการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายได้ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า Curcumin ที่สกัดจากขมิ้นชัน สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่ถูกกระตุ้นจากการสูบบุหรี่ได้ ปัจจัยด้านการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์อาจไม่ใช่สารก่อมะเร็งโดยตรง แต่ถือว่าเป็นผู้ร้ายร่วมที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดลม ถ้าสูบบ
บางครั้งเรียก ไขมันเกาะตับ เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับมากเกินปกติ คือประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตับ อาจมาจากอาหารร่างกายสร้างขึ้น หรือร่างกายนำไขมันไปใช้ได้น้อยลง โดยทั่วไปมักเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ จากการที่ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ไปใช้ไม่หมด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ที่ทำให้ผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติเล็กน้อย โรคนี้มักไม่ทำให้เกิดการเจ็บปวด แต่บางครั้งจะบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (alcoholic fatty liver disease) ความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับประเภท ปริมาณ และระยะเวลาที่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (non- alcoholic fatty liver disease) โดยมีผลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไว้รัสตับอักเสบซี หรือสาเหตุอื่นๆ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี พันธุกรรม ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาในกลุ่มสเตอรอยด์ การใช้ยาพาราเซตามอลในปริมาณสูงต่อเนื่อง กลไกการเกิดโรคไขมันพอกตับ ตับ ทำหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่เก็บสะสมพลังงาน ก
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เขียนเรื่องนี้ไว้ในคอลัมน์ พืชใกล้ตัว ในอภัยภูเบศรสาร ปีที่ 10 ฉบับที่ 119-120 เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2556 มีเนื้อหา ดังนี้ ขึ้นต้นแบบนี้คุณผู้อ่านคงมีคำถามต่อว่า แล้วถ้าไม่แก้ลมจะให้ไปแก้อะไร ต้องเรียนอย่างนี้ค่ะว่า ยาหอมที่พวกเราพูดกันติดปากว่าแก้ลมนั้นก็เป็นเช่นนั้นแลค่ะ แล้วลมคืออะไร ก็ต้องบอกว่า ลม คือ การเปรียบเทียบกลไกการทำงานของร่างกายค่ะ ซึ่งลมมีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ในร่างกาย หากไม่มีลม ก็คงไม่มีเรา เหมือนที่ผู้ใหญ่ท่านมักพูดติดปากว่า “หมดลมหายใจ” ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย อธิบายไว้ว่า ในการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในจักรวาล (ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์และสัตว์ด้วย) มีตัวควบคุมความสมดุล 3 อย่างที่เรียกว่า ตรีโทษะ อันประกอบด้วย เสมหะ (น้ำ-ดิน) ปิตตะ (ไฟ) และวาตะ (ลม) อาจารย์หมอแผนไทยหลายท่านย้ำกับผู้เขียนมาว่า ในทางการแพทย์แผนไทยนั้น ให้ความสำคัญกับลมเป็นอันดับแรก เพราะลมทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของเสมหะและปิตตะ จึงไม่แปลกที่จะมีคำพังเพยที่พูดถึงคนที่ปรับอารมณ์ยากๆ ว่าเป็นพวกเลือดจะไปลมจะมา หรือแม้กระทั่งในทางการแพทย์แผนไทยเองนั้น จะมียาแก้ลมอยู่มากมายหลายต
ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ ระบุไว้ในคอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง ของอภัยภูเบศรสาร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2561 ถึงสมุนไพรช่วยให้อิ่ม…ลดการกินจุกจิก ว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เรื่องกิน…นี่เรื่องใหญ่” กินน้อยก็หิว กินมากก็อ้วน วันนี้ผู้เขียนจึงหยิบยกเอาสมุนไพรที่ช่วยให้ท้องอิ่ม ลดการกินจุกจิกมาฝาก สมุนไพรกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะวุ้นๆ พองตัวได้ เมื่อเรารับประทานเข้าไป ก็จะช่วยลดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง เพราะอิ่มเร็วขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดน้ำหนัก เม็ดแมงลัก 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเปล่า 1 แก้ว รอให้พองตัวเต็มที่ อย่าให้น้ำแห้งแล้วดื่มระหว่างมื้ออาหาร หรือก่อนมื้ออาหาร 30 นาที การรับประทานเม็ดแมงลักในขณะที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ อาจจะเกิดการดูดน้ำจากกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน ถ้ารับประทานแบบผิดวิธี ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือกล้างยางให้สะอาด รับประทานวุ้นว่านหางวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ก่อนมื้ออาหาร หรืออาจผสมใส่ในเครื่องดื่ม เช่น น้ำใบเตย ลูกสำรอง แช่ลูกสำรองที่ลอกเปลือกแล้วในน้ำร้อน ประมาณ 1 ชั่วโมง น้ำวุ้นที่ได้ไปต้ม ต้มจนใส พร้อมรับประทานได้เลย วุ้นของสมุ
