อาชีวะ
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2561 มีการเห็นชอบในหลักการโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่ และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (ปี 2561-2565) สำหรับเรื่องนี้นับเป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วนของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เป็นความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสถานประกอบการมาร่วมจัดการสอน และร่วมประเมินผล เพื่อให้ได้คนตรงกับความต้องการ และสามารถรับเข้าทำงานได้ทันทีเมื่อเรียนจบ โดยเฉพาะอาชีพกลุ่ม First S-curve และ New S-curve อัดฉีดเงินรายหัวทุกระดับ “ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ข้อมูลว่า ครม.ได้อนุมัติงบประมาณ 14,138 ล้านบาท แบ่งเป็นระดับอาชีวศึกษา 1,052 ล้านบาท และอุดมศึกษา 13,086 ล้านบาท สำหรับการผลิตบัณฑิตจากโครงการจำนวน 115,626 คน รวมถึงได้อนุมัติงบประมาณกลางปีจำนวน 1,396 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯดำเนินการ 1,360 ล้านบาท และงบฯลงทุน 36 ล้านบาท “โครงการนี้จะตอบโจทย์ 3 ด้านหลัก ทั้งยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และ Thaila
พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งจะดำเนินการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเศรษฐกิจของประเทศ สร้างโอกาสและการเข้าถึงโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเท่าเทียม โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีทิศทางและแนวทางการาพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในแนวทางกลไกประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษากล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการจัดการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อให้เยาวชนและประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคม พหุวัฒนธรรม สอดคลอ้งกับหลั
ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ลงนามความร่วมมือกับศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเครื่องมืดวัดและควบคุม สาขางานเทคโนโลยีปิโตรเลียม โดยจัดการเรียนการสอนนำร่องที่วิทยาลัยการอาชีพฝาง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว 2 รุ่น จำนวน 34 คน และปีการศึกษา 2559-2560 มีนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ 20 คน โดยการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานเป็นระยะเวลา 2 ปี แบ่งเป็นภาคทฤษฎีที่สถานศึกษา 1 ปี และฝึกปฏิบัติงานที่ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียภาคเหนือ 1 ปี ทำให้นักศึกษามีทักษะความชำนาญในวิชาชีพรองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่ขาดแคลนกำลังคนด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียมจำนวนมาก สร้างโอกาสการมีงานทำ และเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานของประเทศ ผู้อำนวยการสำนัก
นายวณิชย์ อ่วมศรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะอำนวยการขับเคลื่อนฯ และคณะทำงาน 3 คณะ โดยมีตนเป็นประธานนั้น ขณะนี้คณะทำงานทั้ง 3 คณะ คือ 1. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 2. ด้านครุภัณฑ์ และ 3. ด้านการพัฒนาครูช่างอากาศยาน ได้ปรับปรุงหลักสูตร กำหนดครุภัณฑ์ที่จำเป็น และกำหนดแนวทางการพัฒนาครูช่างอากาศยาน ให้เป็นไปตามข้อตกลง ข้อกำหนด และมาตรฐานของ ICAO Doc. 7192 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เสร็จสิ้นแล้ว “หลักสูตรที่ได้รับการพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีศักยภาพในการสอบใบอนุญาต (license) เพื่อทำงานกับสายการบินได้ทั่วโลก จึงเพิ่มเติมสาขาวิชาด้านการบินอีก 3 สาขาวิชา พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้เข้าเรียนต้องผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษ และได้คะแนน TOEIC ไม่น้อยกว่า 350 คะแนน โดยการเรียนการสอนใช้รูปแบบทวิภาคี ระยะเวลา 2 ปี 1 ภาคฤดูร้อนในหนึ่งภาคเรียน รวม 3,200 ช.ม. แบ่งเป็นทฤษฎี 1,134 ชั่วโมง และปฏิบัติ 2,0
นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ สอศ.ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาด้านการท่องเที่ยวรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศพบว่า แม้จะมีตลาดชัดเจนและนักศึกษาให้ความสนใจลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาการท่องเที่ยวและโรงแรมเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการกำลังคนด้านนี้ยังมีอีกมาก ปัจจุบัน สอศ.มีวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงมัคคุเทศก์ รวม 43 แห่ง แต่พบว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชนที่ต้องการคนปีละ 2 แสนคน ในขณะที่ผลิตได้เพียง 4,000 คน ครม.จึงมีมติสั่งการให้ช่วยกันแก้ปัญหาการขาดแคลนมัคคุเทศก์ พร้อมพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในรูปแบบของอุตสาหกรรมท้องถิ่นเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวท้องถิ่นจำแนกตามประเภทการท่องเที่ยว โดยให้ สกว.เข้ามาสนับสนุน สอศ.พัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าวว รวมทั้งสนับสนุนการบูรณาการงานวิจัยร่วมระหว่างบุคลากรอาชีวศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อ
นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึง EchoVE ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกระตุ้นให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ดังนั้น การที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำ EchoVE ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้ผู้เรียน ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้ทั่วถึงแก่นักเรียน นักศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา อย่างเท่าเทียมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดแรงงาน จึงตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการศึกษาสายวิชาชีพที่มีการส่งเสริม สร้างศักยภาพให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการเสริมทักษะด้านภาษาต่างประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศ ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวะ EchoVE นี้ จะเน้นย้ำความมุ่งมั่นของภาครัฐที่เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาค และมีคุณภาพ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ป
นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยผลประชุมคณะทำงานกำหนดแนวทาง “เตรียมอาชีวะ” ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพตามนโยบายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ 60 ต่อสายสามัญ 40 ในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยได้สรุปแนวทางเบื้องต้นที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมถึงแนวทางที่จะดำเนินการ ประมาณ 10 แนวทาง อาทิ การจัดหลักสูตรทวิศึกษาในโรงเรียนสายสามัญ การจัดการศึกษาทวิภาคีในสถานประกอบการ การฟื้นโครงการอาชีวศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท (อศ.กช.) เพื่อสอนสายอาชีพทุกสาขาให้กับประชาชนด้วย โดยเปิดรับผู้จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พิเศษ การฟื้นโครงการเตรียมอาชีวะ (Pre-Vec Ed) ซึ่งเคยดำเนินการเมื่อปี 2526 ด้วยการรับเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าเรียนสายสามัญและอาชีพระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นต้น (ปวต.) และการันตีการมีงานทำ โดยประสานสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เพื่อหารือในเรื่องมาตรฐานอาชีพ เพื
