อาหารปลาลดต้นทุน
เกษตรกรปราดเปรื่อง ด้านปลาสลิด คุณปัญญา โตกทอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบ แทนจากการผลิตสูง คุณปัญญา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ ป.4 พ่อแม่เลี้ยงกุ้งในนาเป็นอาชีพ สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยพ่อแม่เลี้ยงกุ้ง หลังแต่งงาน ก็แยกตัวออกมาทำกิจการนากุ้งเป็นของตัวเอง แต่เจอปัญหาอุปสรรคบางประการทำให้ต้องหยุดการเลี้ยงกุ้งช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณปี 2537 คุณปัญญาเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าวได้ผลกำไรงาม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาสลิดบนเนื้อที่ 30 กว่าไร่ เนื่องจากอ่อนประสบการณ์ทำให้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ปีแรกมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงแค่ 50,000 บาทเท่านั้น 01 เดิมทีคุณปัญญาและเกษตรกรในชุมชนแห่งนี้เลี้ยงปลาแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีการจดบันทึก ไม่มีเทคนิคการเลี้ยงที่เป็นแบบแผน แต่ภายหลังพวกเขาได้รับการอบรมด้านงานวิจัยประมง จึงได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ในอาชีพการเลี้ยงปลา คุณปัญญานำเทคนิคการจดบัน
สูตรการทำอาหารปลาลดต้นทุนนี้ เป็นสูตรของ คุณเมธยา ภูมิระวิ (เมย์) เกษตรกรสาวคนเก่งแห่งเมืองชุมพร ภายในสวนของเธอมีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร แต่วันนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคการเลี้ยงปลาลดต้นทุนมาฝาก ซึ่งสูตรนี้คุณเมย์เธอยืนยันว่า ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลาได้จริง ที่สำคัญปลายังชอบกินแล้วโตดีอีกด้วย คุณเมย์ บอกว่า อาหารที่กินเหลืออย่าทิ้งให้เกิดกลิ่นเน่าเหม็นโดยเปล่าประโยชน์ แต่ให้นำเศษอาหารที่เหลือมาหมักให้กลายเป็นอาหารปลาดีกว่า ส่วนผสม รำละเอียด 3 ส่วน 2. น้ำหมักเศษอาหาร พร้อมกาก 1 ส่วน วิธีทำ เทส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน อย่าให้แฉะมาก ต้องให้เหนียวสามารถปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อคลุกเคล้าและนวดจนส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่ากับลูกเปตอง และเพื่อป้องกันใม่ให้ลูกติดกัน ให้นำก้อนที่ปั้นเป็นลูกวงกลมแล้วมาคลุกกับรำละเอียดอีกครั้ง จากนั้นนำมาตากแดดจนแห้ง แล้วนำมาให้เป็นอาหารปลาได้เลย ซึ่งขนาดของก้อนอาหารที่ใหญ่จะจมลงไปใต้บ่อเหมือนอาหารกุ้ง แล้วปลาจะกินไปได้เรื่อยๆ ช่วยประหยัดเวลาการให้อาหารจากเคยให้ทุกวัน ลดเหลือ 3 วัน ให้เพียง 1 ครั้ง คุ
พูดถึงปลาที่เลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจ แน่นอนทุกคนจะต้องนึกถึง ปลาดุก ปลาช่อน และปลาหมอ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปรู้ลึกถึงวิถีการเลี้ยงปลา และการลดต้นทุนในการเลี้ยงปลา ถอดประสบการณ์จากเกษตรกรที่พลิกผันหันมาเลี้ยงปลาจนเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง คุณอุดม ขนุนก้อน เกษตรกรเลี้ยงปลาคนเก่ง จังหวัดปทุมธานี เล่าว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2554 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบและส้รางความเสียหายต่อพื้นที่ทำมาหากิน ทำให้ต้องเร่งฟื้นฟูในการทำการเกษตร จากเดิมที่มีการทำนาเพียงอย่างเดียว หันมาปรับเปลี่ยนทำการเกษตรในเชิงทฤษฎีใหม่ ผสมผสาน คือมีการปลูกข้าว ปลูกผัก หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงปลาเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ก็มีการเลี้ยงปลาเชิงเศรษฐกิจมากกว่า เช่น ปลาหมอ ปลาช่อน ปลาดุก ถือว่าเป็นปลาที่ซื้อขายตามท้องตลาดได้ง่าย อีกทั้งยังมีระยะเวลาในการเลี้ยงที่ไม่นาน จึงไม่แปลกที่เกษตรกรจะหันมาสร้างอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงปลา คุณอุดม บอกว่า ในการเตรียมพื้นที่เลี้ยงปลานั้นอาจจะมีพื้นที่ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ของแต่ละคน สำหรับพื้นที่ในการเลี้ยงปลาส่วนใหญ่
ผลจากการเรียนจบมาทางด้านสัตวแพทย์ ก็ทำให้ น.สพ.ตุลา ตรงเมธีรัตน์ เข้าใกล้ชิดสัตว์บางชนิดมากขึ้น ไม่เฉพาะแค่ระบบร่างกายของสัตว์ชนิดนั้น แต่กลับเป็นเรื่องของการจัดการระบบการเลี้ยง การดูแล การส่งเสริม รวมถึงการขาย น.สพ.ตุลา ตรงเมธีรัตน์ เป็นคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบทางด้านสัตวแพทย์ แต่ไม่เปิดคลินิกรักษาสัตว์ กลับเข้าทำงานในบริษัทเอกชน ที่ให้บริการส่งเสริมการเลี้ยงปลาครบวงจร ในตำแหน่งนักวิชาการของบริษัท ทำให้รู้และเข้าใจระบบการเลี้ยงปลาอย่างถูกวิธี จึงมีแนวคิดทำอาชีพอิสระด้วยการเลี้ยงปลากระชัง ตามความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มี “แหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงปลา เป็นประการสำคัญประการแรกที่ควรคำนึงถึง” น.สพ.ตุลา บอก การเลี้ยงปลาที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลี้ยงปลา หรือมือใหม่ที่เริ่มก้าวเข้ามาเป็นเกษตรกรเลี้ยงปลา ควรเลือกแหล่งเลี้ยงที่เหมาะสม เพราะเป็นประการสำคัญที่มีปัจจัยต่อความเสียหายของการเลี้ยงอย่างมาก น.สพ.ตุลา เลือกลำน้ำพอง เป็นแหล่งเริ่มเลี้ยงปลากระชัง และเลือกปลานิล ปลาทับทิม เพราะเห็นว่าเป็นปลาที่สามารถจำหน่ายได้ทั่วไปในท้องตลาด ซื้อ-ขายง่าย และระยะเวลาการเลี้ยงต่อรอบจับจำหน่ายไม่ได้
ทุกๆ ฤดูกาล การทำการเกษตร จำเป็นต้องปรับวิธีการจัดการให้ดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งผลผลิตและการประคองรายได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรเองว่ามีกลยุทธ์และพลิกแพลงให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำการเกษตรได้แค่ไหน คุณศุภกิตติ์ เซียนประเสริฐ หรือ คุณอ้วน หนุ่มวัย 40 ต้นๆ ที่จับอาชีพเลี้ยงปลาและกุ้งมานาน ปัญหาการเลี้ยงกุ้งและปลา มีไม่แตกต่างจากเกษตรกรรายอื่น แต่ทุกๆ วิกฤตที่ผ่านเข้ามา คุณอ้วน ก็มีวิธีการจัดการให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างไม่มีปัญหา พื้นที่ 16 ไร่ จากเดิมเป็นที่นา คุณศุภกิตติ์ ปรับพื้นที่ให้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกุ้ง โดยเลี้ยงแบบผสมผสานภายในบ่อเดียวกัน เพื่อให้เกิดรายได้ตลอดปี คุณศุภกิตติ์ บอกว่า การปรับพื้นที่ทำนาเพื่อใช้เลี้ยงปลา เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เนื่องจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ และหญ้า ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำเป็นอย่างดี เพราะปลากินพืช สามารถเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกันได้หลายชนิด คุณศุภกิตติ์ จึงเลือกเลี้ยงปลาหลายชนิดไว้ในบ่อเดียวกัน เป็นปลายี่สก ปลาตะเพียน และปลานิล โดยเน้นจำนวนปลานิลมากกว่าชนิดอื่น เหตุผลเพร
ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงราย หันมาใช้หญ้าเลี้ยงปลาแทนการใช้อาหารปลาบรรจุกระสอบที่วางจำหน่ายตามตลาดกันอย่างแพร่หลาย โดยชาวบ้านปลูกและซื้อขายหญ้าด้วยกันเอง ซึ่งจะนำต้นและใบมาปั่น บด รวมถึงปรุงเป็นส่วนผสมพิเศษก่อนนำไปให้ปลา นอกจากนี้ยังนำหญ้าวางซ้อนในบ่อปลาสลับกับมูลวัว ซึ่งพบว่าปลาเข้าไปตอดกินหญ้าดังกล่าว โดยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นทุนลดต่ำลงอย่างมาก ปัจจุบันหญ้าจึงกลายอาหารหลักที่ผู้เลี้ยงปลาใน จ.เชียงราย ใช้เลี้ยงปลาในบ่อของตัวเองแล้ว หญ้าที่ใช้เลี้ยงปลาคือ เนเปียร์ ปากช่อง 1 ซึ่งได้คิดสูตรขึ้นเพื่อให้นำมาเลี้ยงปลาได้ โดยใช้สูตร 6 : 4 : 1 คือ หญ้า 6 ส่วน รำข้าว 4 ส่วน และหัวอาหาร 1 ส่วน เมื่อนำมาผสมและบดแล้วให้ปลา พบว่าปลากินดีมาก ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนค่าอาหารปลาได้อย่างมาก เพราะในปัจจุบันอาหารปลามีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 26 บาท แต่ถ้าใช้หญ้า ต้นทุนจะลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 6 บาท นอกจากนี้ผลพลอยได้ยังพบว่าน้ำในบ่อปลาไม่เน่าเสีย ซึ่งแตกต่างจากการให้อาหารปลาทั่วไปที่มักประสบปัญหาน้ำเสียหรือมีกลิ่น โดยน้ำที่เลี้ยงด้วยหญ้าจะมีสีเขียวอ่อนๆ ตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันปลาเลี้ยงยังเ
