อุตรดิตถ์
ภาคการเกษตรไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน หลายหน่วยงานส่งเสริมการปลูกเชิงปริมาณมากกว่าการผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการตลาด ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรไม่มีทางเลือกจึงต้องขายผลผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาต่ำเพื่อระบายสินค้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ ที่ดินทำกิน และแรงจูงใจในการปลูกในที่สุด ด้วยสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของ “บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม ซึ่งเป็นธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรในตำบลน้ำริด อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ นายสุทธิรัตน์ ปาลาส อดีตนักวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผู้คลุกคลีกับปัญหาภาคการเกษตรมานานจนพบว่าเป็นเรื่องที่ “แก้ไม่จบ” จึงตัดสินใจผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการชุมชน จัดตั้งบริษัท บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม จำกัด ในปี 2559 เพื่อหวังจะปลูกและเรียนรู้การขายด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการปลูกข้าวออร์แกนิกคุณภาพสูง แต่พบอุปสรรคใหญ่ในช่วงแรกคือ แม้กระบวนการผลิตจะเป็นอินทรีย์ทั้งหมด แต่ข้าวออร์แกนิกกลับขายได้ในราคาเท่ากับข้าวทั่วไป เพราะขาดการทำการตลาดที่ดี ปี 2560 นายสุทธิรัตน์จึงเปลี่ยนทิศทางการประกอบธุรกิจ หั
สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ถูกนําเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่น เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว (บ้างก็ว่า 100 ปี แล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ด้วยดินปลูกในพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นมากกว่าสายพันธุ์ดั่งเดิม (สับปะรดปัตตาเวีย) โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทําให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ สับปะรด เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีลําต้นใต้ดิน ลักษณะเป็นปล้องสัน ลําต้นจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบ ใบ ไม่มีการแตกกิ่งก้าน มีความสูงของลําต้นประมาณ 90-100 เซนติเมตร ใบ ออกเป็นใบเดียวเรียงกันแบบถี่ๆ ใบเรียวยาว ไม่มีก้านใบ ปลายใบแหลม โคนใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มลําต้น ใบสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีลักษณะเป็นแป้งสีขาวปกคลุมอยู่ มีหนามเล็กแหลมบริเวณขอบใบ ดอก ออกเป็นช่อเรียงกันแน่นรอบแกนช่อดอกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกมีขนาดใหญ่และแข็งแรง มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบด้านบนมีสีชมพูอมม่วง ส่วนกลีบดอกด้านล่างมีสีขาว มีเกสรเพศผู้เรียงกันอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 3 อัน ผล
นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสับปะรดปัตตาเวียของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปี 2566 หรือในพื้นที่นิยมเรียกว่า “สับปะรดห้วยมุ่น” โดย สศท.2 ลงพื้นที่สำรวจพบว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเนื้อที่ปลูกสับปะรดปัตตาเวียเป็นอันดับที่ 5 ของภาคเหนือ รองจากจังหวัดพิษณุโลก เชียงราย ลำปาง และอุทัยธานี ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ที่หมู่ที่ 1 บ้านห้วยโป่ง หมู่ที่ 2 บ้านห้วยมุ่น ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด และหมู่ที่ 1 บ้านนาผักฮาด ตำบลน้ำไผ่ อำเภอบ้านโคก ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2556 ทั้งนี้ สับปะรดห้วยมุ่น คือ พันธุ์ปัตตาเวีย ที่นำมาปลูกในตำบลห้วยมุ่นจนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะเด่นแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย ตาไม่ลึก ทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ สำหรับปี 2566 นับเป็นช่วงปลายของการเกิดปรากฏการณ์ลานีญ่าเตรียมเข้าสู่ปรากฏการ
“ความเชื่อ” เป็นฐานรากการคิดของ หมอดู หมอไสยศาสตร์ นักปราชญ์ กวี นักกฎหมาย แพทย์ หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ ต่างมีความเชื่อจุดประกายความคิด เป็นเบื้องต้น แล้วจึงแผ่ขยายรากกิ่งก้านความคิดไปตามบริบท ตามหลักการ คิด ตัดสินใจ ทำ ปรับปรุง และเผยแพร่ ในเรื่องที่เป็นความเชื่อนั้น บางสิ่งเป็นความลี้ลับ บางอย่างมีปาฏิหาริย์ มีอิทธิฤทธิ์ มีอิทธิพล มีคุณค่ามากมายหลายหลาก ความเชื่อถูกใช้เป็นฐานการตัดสินใจ เช่น รักษายาหมอไทยหายช้า แต่หายขาด ใช้ยาหมอตลาดหายไว แต่หายแล้วมาเป็นอีก หรือเชื่อว่า กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร เป็นต้น ชาวบ้านตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ทำนาได้ปีละครั้ง หลังจากได้ลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว แปลงนามีพื้นที่ว่าง และบริเวณข้างที่นา ยังพอมีน้ำอยู่ในท้องลำห้วย ในบ่อขุด และในสระอยู่บ้าง เกี่ยวข้าว เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมแล้ว ยังได้มารวมกลุ่มปลูก “กระเทียม” ปลูกกันแบบเกษตรธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะปลูกตามมีตามเกิด ปล่อยให้ฟ้าดูแล แต่เป็นการปลูกแบบใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน มาผสมผสานวิทยาการอย่างแท้จริง ก็มีบางพื้นที่ที่ปลูกกระเทียมแบบการค้าบ้าง เช่น ที่บ้านใหม่ ตำบลบ้านฝา
นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียวโดยมีเป้าหมายเพื่อ “ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง” คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง ซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สศท.2 ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายภาคประชาสังคม ผ่านกลุ่มแปลงใหญ่ผู้ปลูกทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมการผลิต ถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือ ถ่านชีวภาพ จากวัสดุเหลือใช้ภายในสวนทุเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สนับสนุนให้มีการใช้เศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสามารถลดปริมาณขยะที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ภาพรวมการผลิ
อุตรดิตถ์ส่งเสริมเกษตรกรปลูกมะม่วงหิมพานต์ 2.4 หมื่นไร่ รายได้พุ่ง 249 ล้านบาท ผู้ว่าฯชูแบรนด์ “ควีน” โปรโมตแหล่งผลิตแนวเขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา ด้านวิสาหกิจชุมชนเผยความต้องการสูง ดันราคาผลสดพุ่งเท่าตัว พ่อค้าต่างถิ่นรุกซื้อถึงที่ ชี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไม่เพียงแต่ทุเรียนเท่านั้นที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดอุตรดิตถ์ ยังมีเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัด โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงหิมพานต์ทั้งหมด 24,728 ไร่ มีพื้นที่ที่สามารถให้ผลผลิต 16,000-17,000 ไร่ หรือคิดเป็น 60-70% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งจะได้ผลผลิตไร่ละ 423 กิโลกรัม (กก.) หรือประมาณ 7,000 ตัน/ปี โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกว่า 600 คน ปัจจุบันพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอท่าปลา โดยเฉพาะบริเวณเขื่อนสิริกิติ์ และขณะนี้เริ่มมีการขยายไปที่อำเภอน้ำปาด ฟากท่า และบ้านโคก โดยพืชชนิดนี้ทนต่อสถานการณ์แล้งได้ดี ดังนั้นในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ได้รับผลกระทบ โดยจะใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี จึงจะได้ผลผลิต สำหรับปี 2559 ที่ผ่านมา การจำหน่ายเม็ดมะม
