อุตสาหกรรมกุ้งไทย
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 พร้อมเดินหน้าโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มกุ้ง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TFM ในการผสานการดำเนินธุรกิจเข้ากับแนวทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสถาบันไทยพัฒน์ได้ประเมินจากข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน กองทุน และทรัสต์เพื่อการลงทุนรวม 931 แห่ง สำหรับ TFM ความยั่งยืนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดผลกระทบจา
บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) เปิดวิสัยทัศน์ปี 2569 “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารสัตว์น้ำระดับโลก รับอุตสาหกรรมกุ้งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Efficiency – Low Carbon – Premium Market” ชูไทยฐานหลักสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรกของตลาดอาหารสัตว์น้ำอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนในเอกวาดอร์ หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศระยะยาว พร้อมปักธงรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ ASC Feed Certification รองรับตลาดพรีเมียมสหรัฐฯ–ยุโรป นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า ทวารวดี แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง ได้รับมอบหมายจาก นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดงาน “วันกุ้งภาคกลาง ประจำปี 2569” ซึ่งจัดโดย สมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการเลี้ยงกุ้ง สู่ผู้ซื้อ และส่งออกที่ยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้ง การจัดการโรคในกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานเพื่อรองรับการส่งออก สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ในกลุ่มไทยยูเนี่ยน เปิดฉากงาน “Thai Union Synergy 2026” ผนึกกำลังพันธมิตรในอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ และร่วมกันกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โอกาสใหม่จากตลาดพรีเมียมและเทรนด์การบริโภคอย่างยั่งยืน กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบัน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างสมดุลทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และตลาดในระยะยาว เป็นที่มาของการจัดงาน “Thai Union Synergy 2026” ภายใต้แนวคิดการผนึกกำลังพันธมิตรปลดล็อกศักยภาพกุ้งไทยสู่อน
สมาคมกุ้งไทย ร้องกรมประมงเร่งออกแนวทางแก้ปัญหาโรคกุ้งอย่างเป็นรูปธรรมทั้งห่วงโซ่ ก่อนเกษตรกรถอดใจเลิกเลี้ยง มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายเพิ่มผลผลิตกุ้งให้ได้ 400,000 ตัน ภายในปี 2566 และรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า “พรีเมี่ยม” พร้อมทวงแชมป์โลกอันดับ 1 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มีความห่วงใยเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญปัญหาโรคกุ้งและแก้ปัญหากันมามากกว่า 10 ปี จนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ยากและท้าทายที่สุดคือการเลี้ยงกุ้งให้รอด จึงอยากเรียกร้องให้กรมประมงหาแนวทางหรือมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาเรื่องโรคในการเพาะเลี้ยง นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดีย ที่ยังมีเกษตรกรไม่ได้รับรู้ข่าวสารและมีความห่วงใย ซึ่งการนำเข้าอาจเกิดผลดีในระยะสั้น จึงขอให้กรมพิจารณาผลที่จะเกิดในระยะยาวโดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์ของกุ้งในเวทีโลกด้านคุณภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในฐานะสินค้า “พรีเมี่ยม” รวมถึงโรคอุบัติใหม่จากการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศยังไม่สามารถบรรลุผลการแก้ปํญหาได้ และอาจจะต้องเผชิญกับโรคใหม่ “เป้าหมายการเพิ่มผลผลิต
