เกษตรแม่นยำ
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) แสดงผลสำเร็จของกิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความยินดีและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 47 กิจการ รวมถึงประกาศกิจการต้นแบบ (Success Case) จำนวน 6 กิจการ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและระบบเกษตรแม่นยำจนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และมีผลผลิตที่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่อาศัยความเคยชินและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจึงผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความเชื่อมั่นให้
ท่ามกลางความผันผวนของภาคการเกษตรไทย “สับปะรดปัตตาเวีย” พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูป กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง สภาพอากาศที่แปรปรวน ปัญหาขาดแคลนน้ำ และคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะปัญหา “ไนเตรตตกค้าง” ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับซื้อของโรงงานแปรรูป จนส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง หลายพื้นที่เริ่มเห็นภาพสวนสับปะรดที่ให้ผลผลิตลดลง ขณะที่บางแปลงแม้ผลมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี หนึ่งในพื้นที่ปลูกสับปะรดสำคัญของประเทศ ก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังคงพึ่งพาประสบการณ์ดั้งเดิมในการจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ต้นทุนจึงสูงขึ้น แต่ผลผลิตกลับไม่ได้คุณภาพ ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรตที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างจริงจัง ผ่านแนวคิดเกษตรแม่นยำและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม ผ
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามผลงานวิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่สำคัญ พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้า GI ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กิจกรรม “ARDA Agrifuture : เรียนรู้และต่อยอดงานวิจัยสู่โอกาสเกษตรไทยในอนาคต” ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาปุ๋ยเคมี พลังงาน น้ำ และค่าขนส่ง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งมีต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติโดยตรง ในสถานการณ์เช่นนี้การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็น “กลไกสำคัญ” ที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลกได้ ARDA มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และทรัพยากรทางการเกษตรอย
ในโลกเกษตรยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และความผันผวนของสภาพอากาศ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดของเกษตรกร โดยเฉพาะ IoT หรือ Internet of Things ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำเกษตรแบบอาศัยประสบการณ์ สู่การทำเกษตรบนฐานข้อมูลจริง ช่วยให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำมากขึ้น ลดความสูญเปล่า และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนจากพื้นที่จริงสะท้อนชัดว่า IoT ไม่ได้มีไว้เพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม หากใช้อย่างเข้าใจ หลักคิดสำคัญจึงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือการรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพืช พื้นที่ และสภาพแวดล้อมของตนเอง ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรยุคใหม่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว คุณโจ–ธราพงษ์ วงศ์วัฒนากิจ เกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของ Gardener House จังหวัดราชบุรี สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน จากสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่เคยอาศัยประสบการณ์และการคาดเดา วันนี้ถูกยกระดับด้วย “ข้อมูล” และ “เซ็นเซอร์” ที่ช่วยตัดสินใจอย่างแม่นยำ จนสามารถลดต้นทุนได
ท่ามกลางความผันผวนของโลกในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งพลังงาน ปัจจัยการผลิต และการค้าโลก จึงไม่อาจหลีกพ้นจากแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างแท้จริง นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สะท้อนภาพสถานการณ์ว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ผลกระทบระดับโลก” โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รวมถึงก๊าซแอลพีจีและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อพลังงานมีราคาแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการขนส่ง” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโ
ถั่วลิสง พืชเศรษฐกิจขนาดเล็กที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรรุ่นใหม่อีกครั้งในยุคที่ผู้บริโภคหันมาสนใจอาหารปลอดภัย และโปรตีนจากพืชมากขึ้น ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตที่รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แต่ถั่วลิสงยังสามารถปลูกได้ในดินหลากหลายประเภท ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การปลูกถั่วลิสงยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องแรงงานในขั้นตอนการดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยว ซึ่งต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานภาคเกษตรเริ่มขาดแคลน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “เทคโนโลยีเกษตร” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านวิถีการปลูกถั่วลิสงแบบดั้งเดิม สู่ระบบการผลิตแบบสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เปิดเทคโนโลยีเกษตรเพิ่มผลผลิตคุณภาพอย่างยั่งยืนที่จังหวัดชลบุรี นวัตกรรมเกษตรแม่นยำที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA “เครื่องหยอด–ปลิดฝักถั่วลิสง” นวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตรช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์ และผลผลิตเสียหายระหว่างเก็บเกี่ยว นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ ร
ชาวนาปลื้ม โครงการ “1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” ยกระดับข้าวไทยก้าวสู่ “เกษตรแม่นยำ” ลดต้นทุนการผลิตได้ 20% ประหยัดน้ำทำนาได้ 30% และได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 16.82 % ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย เกษตรกรมีอายุมากขึ้น ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เกิดภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต และมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD), การปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์, การจัดการฟางและตอซัง, การใช้เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม รวมถึงแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัล (Application ALLRice) ซึ่งเป็นระบบที่ปรึกษาชาวนาไทย พัฒนาโดย กรมการข้าว เพื่อสนับสนุนชาวนาให้สามารถวางแผนการผลิตข้าวได้ดียิ่งขึ้น ลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา มีพี่น้องชาวนาเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง สามารถยกระดับการผลิตข้าวไทย ให
จากโครงการวิจัยปลูกสตอร์เบอรี่ พันธุ์พระราชทาน #89 ในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง ได้แก่ อินทนนท์ อ่างขาง แม่แฮใหม่ แม่สา สู่การปลูกสตอร์เบอรี่ในโรงเรือนอัจฉริยะ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช) เริ่มออกดอกติดผลเดือนตุลาคม เรียนเชิญทุกท่านเยี่ยมชม จันทร์- ศุกร์ เวลา 9.00-16.00 น แจ้งเจ้าหน้าที่โครงการ โทร. 0636392697 โครงการศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะเร็วๆ จะมีการจัดอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เร็วๆนี้ #ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ #เกษตรแม่นยำ ขอขอบคุณ #สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่สนับสนุนงบประมาณวิจัย
ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรผสมผสาน เกษตรทางเลือก เกษตรสมัยใหม่ในโรงเรือนแบบปิด ในปัจจุบันเกษตรกรล้วนให้ความสำคัญกับคำว่า ‘เกษตรแม่นยำ’ หรือ Precision Farming กระบวนการทำเกษตรในรูปแบบสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต พัฒนาในด้านของโครงสร้างปัจจัยการผลิต และการจัดการฟาร์ม นำไปสู่การสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุน และที่สำคัญตรงกับความต้องการของผู้บริโภค แต่บางครั้งความแม่นยำเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ยังต้องมีความกล้าที่จะทดลอง กล้าที่จะแตกต่างไปจากการปลูกพืชเกษตรแบบเดิมๆ สู่การปลูกพืชที่แปลกและแหวกแนวไปจากผลผลิตในท้องตลาดทั่วไป เช่น พันธุ์พืชผักและไม้ผลจากต่างประเทศ หรือสายพันธุ์พืชท้องถิ่นที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงการสร้างตลาดผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มด้วยกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่จะทำได้ง่าย แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ดังตัวอย่าง ‘สวนคุณลี’ แหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้แปลกและหายากกว่า 50 ชนิด อาทิ ชมพู่ไต้หวัน อะโวคาโดพันธุ์บู้ท 7 และพันธุ์ปีเตอร์สัน มะเดื่อฝรั่งพันธุ์ญี่ปุ่น มะละกอพันธุ์เรดแคลิเบียน ละมุดพันธุ
