เขื่อนเจ้าพระยา
วันที่ 24 ตุลาคม เวลา 08:00 น. ตรวจสอบสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เช้าวันนี้พบว่าปริมาณน้ำจากภาคเหนอไหลเข้าเขื่อนมีปริมาณสูงวัดได้ 3,044 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนพื้นที่ อ.เมืองชัยนาท อ.วัดสิงห์ และ อ.มโนรมย์ เพิ่มขึ้นอีก 7 ซ.ม.วัดได้ 17.47 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลายจุดใกล้ที่จะล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน ทำให้เขื่อนเจ้าพระยา ต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิม 2,598 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 2,698 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มขึ้น วัดได้ 16.03 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทั้งนี้บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ ต.บางหลวง ต.ตะหลุก ต.สรรพยา ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมสูงมากว่า 2 สัปดาห์ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรตรวจสอบทรัพย์สิน ยกขึ้นที่สูงให้พ้นระดับน้ำที่จะสูงขึ้นได้อีกประมาณ 25 ซ.ม. ส่วนพื้นที่ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยาจะได้รับผลกระทบระดับน้ำเพิ่มสูงอีกในรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าจึงควรเฝ้าติดตาม
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ตรวจสอบสถานการณ์ในลุ่มเจ้าพระยาพบว่า ปริมาณน้ำป่าจากภาคเหนือที่หลากท่วมพื้นที่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และ จ.นครสวรรค์ ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ในรอบ 24 ชั่วโมง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวัดได้ 1,747 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในเช้าวันนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 10 ซม. โดยวัดได้ 3.25 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเขื่อนเจ้าพระยา จะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 10-15 ซม. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงริมตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ในตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จัง
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาผ่านจุดวัดน้ำค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อเวลา 08.00 น. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยวัดได้ 1,151 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาพื้นที่ อ.มโนรมย์ อ.วัดสิงห์ และ อ.เมืองชัยนาท มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เช้าวันนี้ เหนือเขื่อนยังทรงตัวอยู่ที่ 16.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 ส่วนระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวต่อเนื่องเช่นกัน โดยวัดได้ 10.42 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะทรงตัวและลดลงได้ได้ 5-10 เซนติเมตร ทั้งนี้เขื่อนเจ้าพระยายังจำเป็นต้องคงการระบายน้ำไว้ในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 มิถุนายน
วันที่ 7 มิถุนายน 60 นายเรวัต ประสงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า พื้นที่แปลงข้าวนาปรัง ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่องทุกวัน จนน้ำฝนท่วมขัง ทำให้ต้นข้าวได้รับความเสียหายรวม 9 อำเภอแล้ว ได้แก่อำเภอบางซ้าย เสนา บางบาล ผักไห่ บางไทร บางปะอิน ลาดบัวหลวง มหาราช และบ้านแพรก ในครั้งแรกมี แปลงนาจมน้ำกว่า 120,000 แสนไร่ และมีการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการจมน้ำไปเกือบ 1 แสนไร่ คงเหลืออีกกว่า 30,000 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และจากการพิจารณาอย่างละเอียด รวมถึงเอกสารครบ จึงประกาศให้พื้นที่ 3 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพราะน้ำฝนท่วมนาข้าว ประกอบด้วย อำเภอบางซ้าย บ้านแพรก และบางไทร ส่วนที่เหลืออีก 6 อำเภอ ให้เร่งสำรวจอย่างเป็นทางการ และเสนอความเสียหาย เพื่อพิจารณาประกาศเพิ่มต่อไป ทั้งนี้เสนอให้เขื่อนเจ้าพระยา ลดการปล่อยระบายน้ำลงท้ายเขื่อน ให้น้อยกว่า 550 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ ต่ำกว่าระดับน้ำปากคลอง เพื่อให้เปิดประตูน้ำ ให้น้ำในทุ่งนา ไหลลงแม่น้ำอย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดไม่สามารถทำได้ เพราะเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำจำนวนมาก และน้ำในแม่น้ำสูงกว่าคลองกลางทุ่ง
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่12ชัยนาท เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาพบว่าเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยวัดได้1,031ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระดับน้ำลดลง 8 เซนติเมตรวัดได้ล่าสุด 16.70เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำไว้ที่อัตรา 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวอยู่ที่10.42เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยจากปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวเบงกอลตอนกลาง และอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกโดยจะมีอิทธิพลไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน ที่อาจจะมีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น พื้นที่ลุ่มต่ำ ในตำบลบางหลวงโดด อำ
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เมื่อคืนที่ผ่านมาเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นไปที่ 714 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำรับสถานการณ์ฝนตกชุกและน้ำป่าไหลหลากทางภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน ที่คาดว่าจะมีปริมาณน้ำก้อนใหม่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งล่าสุดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้น 8 เซนติเมตร โดยวัดได้ 16.78 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนทางด้านท้ายเขื่อนระดับน้ำสูงขึ้นเช่นกันโดยวัดได้ 10.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากปริมาณฝนจากทางตอนบนของประเทศประกอบกับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาทลงไป ถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอีก 5-10 เซนติเมตร ดังนั้นพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะบริเวณ ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ควรเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ที่มา มต
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนชายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาใน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำเริ่มทรงตัว โดยวัดได้ 16.70 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งบ้านเรือนของประชาชนบางส่วนที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขังใต้ถุนบ้านสูง 29-30 เซนติเมตร ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าสถานการณ์ยังไม่น่าวางใจมากนักเพราะน้ำในแม่น้ำเริ่มมีสีขุ่นแดงมากขึ้น คาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีก จึงยกสิ่งของบางส่วนขึ้นไว้บนที่สูงเพื่อความไม่ประมาท เช่นเดียวกันกับด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาใน ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงเล็กน้อยโดยวัดได้ 10.42 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลดลง 11 เซนติเมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาลดอัตราการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 และเมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเช้านี้ที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดได้ 1,094 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้น 24 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำที่เริ่มเพิ่มขึ้นจะทำใ
วันที่ 1 มิถุนายน จากที่พายุไซโคลน “โมรา” (MORA) เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณบริเวณชายแดนระหว่างประเทศบังคลาเทศและเมียนมา และอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพื้นที่เหนือเขื่อนเกิดน้ำหลากท่วมขัง เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำลงท้ายเขื่อนเพื่อพร่องปริมาณน้ำรองรับสถานกาณ์ดังกล่าว โดยเช้าวันนี้เขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำ 719 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนเช้าวันนี้วัดได้ 16.78 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทรงตัวต่อเนื่องจากเมื่อวาน ส่วนทางด้านท้ายเขื่อนวัดได้ 10.53 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากการระบายน้ำในอัตราปัจจุบันจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปจนถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยามีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 10-15 เซนติเมตร ดังนั้นพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเจ้าพระย
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ทำให้มีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำกับสำนักงานชลประทานที่ 12 คาดว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ถึงบริเวณตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยควบคุมปริมาณการไหลของน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เข้าสู่พื้นที่ชลประทานฝั่งตะวันตกและตะวันออกของเขื่อนเจ้าพระยา อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้ประสาน 7 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี เตรียมพร้อมรับมือภาวะน้ำล้นตลิ่ง โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว และเครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วย
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่าได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 1 ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ว่าจากที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้มีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ระดับน้ำเหนือเขื่อนวัดได้ 16.574 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนท้ายเขื่อนวัดได้ 9.86 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 599ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที และคาดการณ์ว่า จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะสงผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ถึงบริเวณตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1-1.5 เมตร โดยที่ปริมาณน้ำดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่บ
