เครือกล้วย
วิธีการปลูกกล้วย ให้ได้ผลผลิตไม่ใช่เรื่องที่ยาก เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ อีกทั้งการดูแลและการจัดการไม่ยากแต่ถ้าจะให้ดี หากเราสามารถกำหนดทิศทางให้กล้วยออกเครือหันออกไปทางเดียวกันได้ ซึ่งวันนี้เรามีเทคนิควิธีมาฝาก ดังนี้ เมื่อได้หน่อกล้วยที่สมบูรณ์มาแล้ว ให้ใช้มีดคมๆ เฉือนด้านใดด้านหนึ่งออกให้มีขนาดเท่าๆ กัน 2. นำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ตามปกติ โดยให้หันด้านที่เฉือนเหง้ารากออกไปนั้นให้อยู่ในทิศทางเดียวกันทุกต้น 3. เมื่อกล้วยตั้งตัวได้ตามธรรมชาติ เหง้ารากด้านนี้จะรีบงอกรากใหม่เพื่อยึดลำต้นและหาอาหารเก่ง และแทงรากออกมายาวกว่าปรกติ 4. เมื่อเจริญเต็มที่จะออกเครือตามปรกติ เครือกล้วยที่ออกมาจะมีน้ำหนักถ่วงดุลกันตามธรรมชาติโดยอัตโนมัติ กล้วยจะไม่แทงเครือออกทางด้านฝั่งที่ยึดลำต้น โดยหันไปทางทิศเดียวกันตลอดทั้งแปลง เช่น เมื่อหันรอยตัดหรือรอยสับไปทางทิศเหนือ เครือของกล้วยจะหันไปทางทิศ ตรงข้ามคือทิศใต้ แนวทางนี้ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อะไร แต่ทําแล้วสวยงาม แถมยังสะดวกในการปฏิบัติงานในสวนด้วย เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562 สำหรับ
ใครเลยจะรู้ ว่าก้านจากเครือกล้วยที่เหลือจากการคัดตัดแต่งแล้ว จะมีค่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้ง “ตลาดสี่มุมเมือง” พ่อค้า-แม่ค้า ได้นำเอาเศษขยะอินทรีย์อย่าง ก้านเครือกล้วย มาประยุกต์ใช้กับวิถีการค้าได้อย่างลงตัว โดยพื้นที่ตลาดค้าส่งแห่งนี้ เขาขายก้านของเครือกล้วยที่นำมาตัดแบ่งออกเป็นท่อนๆ ใส่ถุงพลาสติก ขายถุงละ 20 บาท กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าที่จำหน่ายผลไม้ อย่าง แผงแตงโม แผงส้มโอ และแผงสตรอเบอรี่ สำหรับแผงแตงโมและแผงส้มโอ จะนำเอาเครือกล้วยมาตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ ตกแต่งปลายให้เฉียง แล้วมาวางไว้ตามมุมต่างๆ รอบกองแตงโมที่เรียงซ้อนกันเป็นรูปพีระมิด วัตถุประสงค์เพื่อบังคับการจัดเรียงสินค้าให้มีความสวยงามและกันไม่ให้สินค้าลื่นไหลหรือล้ม แล้วทำไม พ่อค้า-แม่ค้า เลือกใช้วัสดุเหล่านี้มารองสินค้า ด้วยวิธีจัดเรียงสินค้าหน้าร้านแบบเดิมเขาจะใช้ไม้เนื้อแข็งมาตัดมุมเฉียงในการรองสินค้าที่จำหน่ายหน้าร้าน แต่เนื่องจากองศาของไม้รองไม่เหมาะสมกับการจัดเรียง และต้องเตรียมไม้ขนาดต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสินค้าในจำนวนมาก ยิ่งสินค้าที่กองไว้หน้าร้านเริ่มมีอายุมากขึ้นเปลือกก็จะนิ่มลง และการใ
กล้วยเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เกษตรกรส่วนใหญ่จึงรีบตัดกล้วยดิบออกมาบ่มให้สุกด้วยแก๊สเอทิลีนโดยตรงหรือใช้ถ่านแก๊ส แคลเซียมคาร์ไบด์ โดยทุบถ่านแก๊สเป็นก้อนเล็กๆ แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อถ่านแก๊ส ซุกไว้กลางเข่งกล้วย ก่อนที่จะบรรจุผลไม้ลงไปจนเต็มเข่ง ระหว่างการขนส่งกล้วยจะมีการคายน้ำทำปฏิกิริยาทางเคมีกับถ่านแก๊ส กลายเป็นแก๊สอะเซทิลีนไปกระตุ้นให้กล้วยเริ่มกระบวนการสุก แต่ผู้บริโภคไม่ชอบกล้วยลักษณะนี้ เพราะมีกลิ่นแก๊สติดในเนื้อกล้วย และมีรสชาติไม่อร่อยเหมือนกล้วยที่ปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ ความจริงในอดีตคนไทยนิยมบ่มผลไม้ให้สุกด้วยเทคนิคง่ายๆ โดยใช้ “ความร้อนจากธูป” เริ่มจากเรียงกล้วยดิบใส่โอ่ง จุดธูป ประมาณ 7-8 ก้าน ปักใส่แก้วที่ใส่ทรายตั้งไว้กลางโอ่ง ปิดฝาโอ่งให้สนิท รอสัก 2-3 วัน จึงค่อยมาเปิดดู จะเห็นกล้วยสุกเหลืองพร้อมกันและมีรสชาติอร่อยตามที่ต้องการ อีกเคล็ดลับหนึ่งที่น่าสนใจคือ เคล็ดลับการบ่มผลไม้ให้สุก โดยใช้ “เตาดินอบความร้อน” จากภูมิปัญญาชาวบ้านในอำเภอลานสภา จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย เล่าให้ฟังว่า สมัยปู่ ย่า ตา ยาย นิยมบ่มกล้วยให้สุกด้วยภูมิป
