เงินสะพัด
โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ผลสำเร็จที่เกินคาด ยกเป็นโมเดลแก้ปัญหาปลูกพืชในฤดูแล้ง สร้างสมดุลการผลิต เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ ตอบโจทย์ตลาด ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา นับเป็นโมเดลสำคัญในการพัฒนาการเกษตร เพราะโครงการมุ่งเป้าที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม จากการไม่ทำนาปรังและปลูกพืชอื่นแทน นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ ทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคมต่างๆ ได้แก่ เกษตรจังหวัด ชลประทาน สหกรณ์ พัฒนาที่ดิน ธ.ก.ส. ที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกร เป็นทีม 5 เสือ นอกจากนี้ ผู้แทนภาคเอกชน จากสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ที่เข้ามาทั้งการดูแลคุณภาพ และการรับซื้อผลผลิตให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ ตั้งแต่เริ่มวิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกปลูกพืชที่มีความเหมาะสมต่อ การเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง สภาพปัญหา ความเหมาะสมของสภาพดิน ปริมาณแหล่งน้ำ และความต้องการของตลาด ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงตอบโจทย์นี้ โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าว
นักวิชาการเกษตรสงขลาชี้ทิศทางกาแฟดี ตลาดต้องการสูง ด้านรองประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยเผยในประเทศบริโภคถึง 8 หมื่นตัน ขณะที่มีผลผลิตกาแฟไทย 2.5 หมื่นตันเท่านั้น คาดปี’60 จะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท นายหวน ทนงาน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.ที่ 5) ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันทิศทางเศรษฐกิจการเกษตรมีหลายตัวเลือกเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวสวนยาง โดยเฉพาะกาแฟที่สามารถปลูกร่วมกับยางพาราได้อย่างกลมกลืน ที่ผ่านมาในอดีต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เคยเป็นพื้นที่ปลูกสวนกาแฟร่วมยาง หรือที่เรียกกันว่าป่ายาง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงภูเขา หรือควน กาแฟจะขึ้นงอกงามมาก แต่เนื่องจากนโยบายสวนยางเชิงเดี่ยว ทำให้กาแฟถดถอยไปตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกาแฟเป็นที่ต้องการของตลาดสูง แต่ผลผลิตไม่เพียงพอ ทำให้เมล็ดกาแฟได้ราคาสูง และมีเสถียรภาพมาหลายปีแล้ว จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจระดับเป็นอาชีพหลักแทนสวนยางพาราได้เลย สำหรับพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบันปลูกมาก คือ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง สำหรับภาคใ
